https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/issue/feed วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management 2026-04-08T12:23:51+07:00 Chonnatcha Tonthong,ชลณัฐชา ตันทอง chonnatcha.tob@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่</strong><strong> : </strong></p> <p>วารสารกำหนดออกเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ และตีพิมพ์ทุก ๆ 4 เดือน/ปี </p> <p>ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : วารสารมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความทางด้านเกษตรศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่</p> <p> 1. สาขาพืชไร่นา</p> <p>2.สาขาพืชสวน</p> <p>3.สาขาปฐพีวิทยา</p> <p>4.สาขาโรคพืช</p> <p>5.สาขากีฎวิทยา</p> <p>6.สาขาสัตวศาสตร์</p> <p>7.สาขาเกษตรกลวิธาน</p> <p>8.สาขาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร</p> <p>9.สาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p>โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</p> <h4><strong>วัตถุประสงค์ </strong></h4> <p><strong><span style="font-size: 0.875rem;">เพื่อส่งเสริม พัฒนา และยกระดับการผลิตผลงานวิจัย ตลอดจนเพิ่มทางเลือกให้กับบุคลากรวิจัยและนิสิตในการพิจารณาส่งผลงานวิจัยลงตีพิมพ์/ เผยแพร่</span></strong></p> <p><strong>การตอบรับบทความ</strong></p> <p>บทความทุกบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการต้องผ่านการประเมินจาก<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน</strong> <strong>แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</strong> และผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาตอบรับการตีพิมพ์จำนวน 2 ท่านจากจำนวน 3 ท่าน เมื่อผ่านการประเมินแล้ว กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจแก้ไขเรื่องที่ส่งพิมพ์ตามที่เห็นสมควร และไม่รับพิจารณาต้นฉบับที่ไม่เป็นตามหลักเกณฑ์การตีพิมพ์ของวารสารฯ</p> <p>*กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจและแก้ไขบทความที่เสนอเพื่อการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ</p> <p>*The Editorial Board Claims a right to review and correct all articles submitted for publishing</p> <p>กองบรรณาธิการวารสาร <strong>ไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าทำเนียมการตีพิมพ์บทความในทุกขั้นตอน (Processing fees and/or Article Page) จากผู้นิพนธ์บทความ</strong></p> https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/907 การแยกโปรโตพลาสต์จากเส้นใยเห็ดนางรมฮังการีและเห็ดถั่งเช่าสีทอง 2024-07-17T10:03:50+07:00 เพ็ญแข รุ่งเรือง agrsrc@ku.ac.th สนธิชัย จันทร์เปรม agrsrc@ku.ac.th เสริมศิริ จันทร์เปรม agrsrc@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมในการแยกโปรโตพลาสต์จากเส้นใยเห็ดนางรมฮังการี และเห็ดถั่งเช่าสีทอง โดยปัจจัยที่ศึกษา ได้แก่ อายุเส้นใย ส่วนผสมของสารละลายเอนไซม์ ความเข้มข้นของแมนนิทอลที่ใช้รักษาแรงดันออสโมติกของเซลล์ ระยะเวลาและอุณหภูมิในการย่อย ผลการทดลอง พบว่า สภาวะที่เหมาะสมในการแยกโปรโตพลาสต์ของเห็ดนางรมฮังการี คือ ใช้เส้นใยอายุ 4 วัน ย่อยด้วยเอนไซม์ที่ส่วนผสมประกอบด้วย Cellulase Onozuka R-10 1.0 เปอร์เซ็นต์ driselase 1.5 เปอร์เซ็นต์ lysing enzyme 1.5 เปอร์เซ็นต์ และ Macerozyme R-10 1.0 เปอร์เซ็นต์ ที่ละลายใน mannitol 0.6 โมลาร์ โดยใช้ระยะเวลาการย่อย 6 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 25±2 องศาเซลเซียส ให้จำนวนโปรโตพลาสต์มากที่สุดคือ 6.25x10<sup>5</sup> เซลล์ต่อมิลลิลิตร สำหรับเห็ดถั่งเช่าสีทอง เอนไซม์ที่เหมาะสมคือส่วนผสมเดียวกันกับที่ใช้สำหรับเห็ดนางรมฮังการี แต่ใช้เส้นใยอายุ 5 วัน ย่อยที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง ให้จำนวนโปรโตพลาสต์มากที่สุดคือ 6.0x10<sup>5</sup> เซลล์ต่อมิลลิลิตร</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/902 ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมการผลิตผักตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีของเกษตรกร ในอำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ 2024-07-04T14:35:36+07:00 ศุภลักษณ์ ขวัญศรี suphalak1aon@gmail.com นารีรัตน์ สีระสาร Nareerut.see@stou.ac.th สินีนุช ครุฑเมือง แสนเสริม Sineenuch.San@stou.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม 2) สภาพการส่งเสริมการผลิตผักตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี และ 3) ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมการผลิตผักตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีของเกษตรกร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ เกษตรกรผู้ผลิตผักในอำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2566/2567 จำนวน 138 ราย กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรทาโร ยามาเน ที่ระดับความคลาดเคลื่อน 0.05 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 103 ราย และใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 50.95 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา มีประสบการณ์ในการผลิตผักเฉลี่ย 13.49 ปี <br />มีการเข้าอบรมเรื่องการผลิตผักเฉลี่ย 2.09 ครั้งต่อปี มีต้นทุนการผลิตผักเฉลี่ย 2,116.71 บาทต่อไร่ มีรายได้จากการผลิตผักเฉลี่ย 5,376.99 บาทต่อไร่ 2) เกษตรกรได้รับการส่งเสริมการผลิตผักตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยได้รับการส่งเสริมด้านความรู้มากที่สุด ในประเด็นการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร และ 3) ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมการผลิตผักตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี มีตัวแปรอิสระ 1 ตัวแปร คือ ประสบการณ์ในการผลิตผักมีผลเชิงบวกต่อตัวแปรตาม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/847 อิทธิพลของต้นตอยางพาราต่อการตอบสนองทางสรีรวิทยา และการสะสมสารป้องกันแรงดันออสโมติกของกิ่งพันธุ์ดี RRIT 251 ในสภาวะขาดน้ำ 2024-06-18T09:17:25+07:00 ปรเมศร์ แก้วประเสริฐ poramet.kaewprasert@gmail.com กรกช นาคคะนอง korakot.n@psu.ac.th จรัสศรี นวลศรี Charatsri.n@psu.ac.th ณัฏฐากร วรอัฐสิน natthakorn.w@psu.ac.th <p>ระยะต้นกล้าของยางพาราเป็นช่วงที่ต้องการน้ำปริมาณที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต หากเกิดการขาดน้ำจะทำให้ต้นกล้าได้รับความเสียหาย การคัดเลือกพันธุ์ยางพาราที่มีลักษณะทนทานต่อความแห้งแล้งเพื่อใช้เป็นต้นตอยางพารา เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับต้นกล้ายางพาราในสภาวะแห้งแล้ง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของต้นตอยางพาราพันธุ์ RRIM 623 PB 5/51 และ RRIT 251 ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของกิ่งพันธุ์ดี RRIT 251 ในสภาวะแล้ง จากการประเมินความสามารถในการทนแล้งในช่วงระยะเวลาของสภาวะแล้งที่แตกต่างกัน ได้แก่ หลังการงดน้ำ 0, 5, 8 และ 11 วัน โดยใช้ปริมาณน้ำสัมพัทธ์ของใบ ปริมาณการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์ (EL) ค่าประสิทธิภาพของการใช้แสง (Fv/Fm) ปริมาณโพรลีน ไกลซีนบีเทน และปริมาณน้ำตาลที่ละลายน้ำในใบ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า กิ่งยางพันธุ์ดี RRIT 251 ที่ติดตาบนต้นตอ RRIT 251 (RRIT 251/ RRIT 251) มีความทนต่อสภาวะแล้งได้ดีกว่ากิ่งยางพันธุ์ดี RRIT 251 ที่ติดตาบนต้นตอ RRIM 623 (RRIT 251/RRIM 623) และ RRIT PB 5/51 (RRIT 251/PB 5/51) โดย RRIT 251/RRIT 251 มีปริมาณน้ำสัมพัทธ์ ค่าประสิทธิภาพของ<br />การใช้แสง และน้ำตาลที่ละลายน้ำสูงกว่า และมีปริมาณการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์ ปริมาณโพรลีนและไกลซีนบีเทนต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับ RRIT 251/RRIM 623 และ RRIT 251/PB 5/51 จากการทดลองชี้ให้เห็นว่าต้นตอยางพารา RRIT 251 สามารถส่งเสริมความสามารถในการทนแล้งของกิ่งยางพันธุ์ดี RRIT 251 ได้ดีกว่าต้นตอยางพารา RRIM 623 และ PB 5/51</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/917 ความต้องการการใช้สารอินทรีย์ในการปลูกข้าวของเกษตรกรอำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2024-08-02T09:14:41+07:00 ธีรพจน์ ทองเหล่ teerapot_aum@hotmail.com ชลาธร จูเจริญ fagrchch@ku.ac.th สุภาภรณ์ เลิศศิริ agrspl@ku.ac.th <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ข้อมูลส่วนบุคคล เศรษฐกิจ และสังคม 2) การใช้สารอินทรีย์ 3) ความรู้ในการใช้สารอินทรีย์ทางการเกษตร 4) ความต้องการการใช้สารอินทรีย์ในการปลูกข้าว กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 339 ราย จากผู้ปลูกข้าว 2,206 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าไคสแควร์ ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรร้อยละ 56.90 เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 57.36 ปี ร้อยละ 40.10 จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา/ปวช. สมาชิกครัวเรือนเฉลี่ย 3.79 คน มีประสบการณ์ในการปลูกข้าวเฉลี่ย 27.04 ปี พื้นที่ทำการเกษตรเฉลี่ย 6.02 ไร่ พื้นที่เช่าเฉลี่ย 13.19 ไร่ พื้นที่ปลูกข้าวเฉลี่ย 19.18 ไร่ มีรายได้เฉลี่ย 8,693 บาท/ไร่ การใช้สารอินทรีย์อยู่ระดับปานกลางค่าเฉลี่ย 2.13 การเลือกใช้สารอินทรีย์ในการปลูกข้าวมีการใช้ทดแทนสารเคมีระดับมากเฉลี่ย 2.62 แหล่งที่มาของสารอินทรีย์ได้รับสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐระดับมากเฉลี่ย 2.67 ระดับความรู้ของเกษตรกรต่อการใช้สารอินทรีย์ทางการเกษตรระดับมากเฉลี่ย 15.79 คะแนน ความต้องการการใช้สารอินทรีย์ระดับมากเฉลี่ย 2.53 ทดสอบสมมติฐานพบว่า อายุ การศึกษา ประสบการณ์ในการปลูกข้าว พื้นที่ปลูกข้าว พื้นที่จากการเช่าที่นา ความรู้และลักษณะการใช้สารอินทรีย์ของเกษตรกรมีความสัมพันธ์กับความต้องการการใช้สารอินทรีย์ในการปลูกข้าวของเกษตรกร ที่ระดับนัยสำคัญ 0.01และ 0.05 ตามลำดับ</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/910 การตัดสินใจของผู้สนใจลงทุนโทเคนดิจิทัลในธุรกิจการเกษตรในประเทศไทย 2024-07-24T14:19:22+07:00 จรุงจิต อิงคภาคย์ jarungjit.ing@gmail.com ชลาธร จูเจริญ fagrchch@ku.ac.th สุภาภรณ์ เลิศศิริ agrspl@ku.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคม 2) ความรู้ในสินทรัพย์ดิจิทัล และ 3) การตัดสินใจลงทุนของผู้สนใจลงทุนโทเคนดิจิทัลในธุรกิจการเกษตร กลุ่มตัวอย่าง 400 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (accidental sampling) ใช้แบบสอบถาม (questionnaire) เป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยค่า t-test และ F-test ผลการศึกษาพบว่า ผู้สนใจโทเคนดิจิทัลมากกว่าครึ่งเป็นเพศหญิง (ร้อยละ 67.25) อายุเฉลี่ย 29.15 ปี มีสถานภาพโสด (ร้อยละ 85.5) ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 66.00) เป็นนักเรียน/นักศึกษา (ร้อยละ 45.30) รายได้เฉลี่ย 34,482.47 บาทต่อเดือน ผู้สนใจโทเคนดิจิทัลมีความรู้ทางด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 15.17 คะแนน) และการตัดสินใจของผู้สนใจลงทุนโทเคนดิจิทัลในธุรกิจการเกษตรอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.33) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า อายุ ความรู้ในสินทรัพย์ดิจิทัล อาชีพและรายได้ที่แตกต่างกันมีการตัดสินใจลงทุนโทเคนดิจิทัลในธุรกิจการเกษตรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 ตามลำดับ</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/908 ผลของวัสดุปลูกจากก้านใบกล้วยต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของผักกาดขาว 2024-08-13T08:30:40+07:00 ชมดาว ขำจริง chomdao2526@gmail.com ชฎาภรณ์ แก้วฉ่ำ Chomdao2526@gmail.com เสฏฐวุฒิ พุ่มสมบัติ Chomdao2526@gmail.com พรผกา โพธิ์พร้อม Chomdao2526@gmail.com <p>ต้นกล้วยเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิต จะถูกโค่นทิ้ง ซึ่งจะมีก้านใบกล้วยที่หลุดลอกออกมาจำนวนมาก กลายเป็นเศษวัสดุที่เหลือทิ้งจากภาคการเกษตร งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของวัสดุปลูกจากก้านใบกล้วยต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของผักกาดขาว โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ จำนวน 3 ซ้ำ ประกอบด้วย 6 ตำรับทดลอง คือ 1) ก้านใบกล้วย 2) ก้านใบกล้วย : ขุยมะพร้าว : แกลบดิบ : แกลบดำ : ดิน อัตรา 1 : 1 : 1 : 1 : 1 โดยปริมาตร 3) ก้านใบกล้วย : ขุยมะพร้าว อัตรา 1:1 โดยปริมาตร 4) ก้านใบกล้วย : แกลบดิบ อัตรา 1:1 โดยปริมาตร 5) ก้านใบกล้วย : แกลบดำ อัตรา 1:1 โดยปริมาตร และ 6) ก้านใบกล้วย : ดิน อัตรา 1:1 โดยปริมาตร ผลการทดลอง พบว่า ผักกาดขาวที่ปลูกด้วยวัสดุก้านใบกล้วย : ขุยมะพร้าว : แกลบดิบ : แกลบดำ : ดิน อัตรา 1 : 1 : 1 : 1 : 1 โดยปริมาตร และก้านใบกล้วย : ขุยมะพร้าว อัตรา 1:1 โดยปริมาตร มีการเจริญเติบโต และผลผลิตที่ดีที่สุด</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/950 ความพึงพอใจของเกษตรกรต่อการบริหารจัดการน้ำชลประทานของ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิต กรณีศึกษา เกษตรกรผู้ปลูกข้าว อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา 2024-09-02T14:30:03+07:00 สายพิณ หัตถประนิต saypin.h@ku.th จิรัฐินาฏ ถังเงิน agrjnt@ku.ac.th พันธ์จิตต์ สีเหนี่ยง agrjnt@ku.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพพื้นฐานทางด้านสภาพเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกร 2) ความพึงพอใจของเกษตรกรต่อการบริหารจัดการน้ำชลประทาน 3) ความต้องการของเกษตรกรต่อการบริหาร จัดการน้ำชลประทาน กลุ่มตัวอย่างในการทำวิจัย ได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่อาศัยน้ำในเขตชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิต จำนวน 283 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการทำวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วย t-test และ One-Way ANOVA ผลการวิจัย พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 52.30) มีอายุเฉลี่ย 58 ปี ได้รับข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำชลประทานมากที่สุดจากผู้นำชุมชนและเพื่อนบ้าน ร้อยละ 68.12 เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการน้ำชลประทานโดยเฉลี่ยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.65) โดยประเด็นที่เกษตรกรมีความพึงพอใจเป็นอันดับ 1 คือ ความพึงพอใจต่อการจัดสรรน้ำชลประทานในพื้นที่ (ค่าเฉลี่ย 3.90) สำหรับความต้องการของเกษตรกร ต่อการบริหารจัดการน้ำชลประทานโดยเฉลี่ยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.66) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าสถานภาพการเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำแตกต่างกัน มีความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการน้ำชลประทานแตกต่างกัน</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/959 ปัจจัยที่มีผลต่อการลดต้นทุนการผลิตข้าวของเกษตรกร ในตำบลบ่อทอง อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก 2024-09-23T13:05:22+07:00 ศิริพร นิลนนท์เนตร taungta.28@gmail.com นารีรัตน์ สีระสาร taungta.28@gmail.com จรรยา สิงห์คำ taungta.28@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม และ 2) ปัจจัยที่มีผลต่อการลดต้นทุนการผลิตข้าวของเกษตรกร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในตำบลบ่อทอง อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี พ.ศ. 2566/2567 จำนวน 413 ราย กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน ที่ระดับความคลาดเคลื่อน 0.05 ได้กลุ่มตัวอย่าง 204 ราย โดยวิธีการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสัมภาษณ์ และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 53.20 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา มีจำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 3.62 คน มีประสบการณ์ผลิตข้าวเฉลี่ย 26.52 ปี มีพื้นที่ผลิตข้าวเฉลี่ย 31.69 ไร่ มีจำนวนแรงงานที่ใช้ผลิตข้าวเฉลี่ย 2.10 คน มีรายได้ผลิตข้าวเฉลี่ย 364,804.51 บาทต่อปี มีหนี้สินรวมเฉลี่ย 358,583.33 บาท 2) ปัจจัยที่มีผลต่อการลดต้นทุนการผลิตข้าว ได้แก่ ประสบการณ์ผลิตข้าว และระดับหนี้สินรวม</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/978 ผลของการใช้เถ้าไม้ยางพาราต่อสมบัติทางเคมีดินและการเจริญเติบโตของข้าวโพดหวานในดินกรด 2024-10-17T09:33:01+07:00 สุชาวดี จันจาตุรงค์ jane.chanchaturong@gmail.com ขวัญตา ขาวมี khwunta.k@psu.ac.th จำเป็น อ่อนทอง khwunta.k@psu.ac.th จักรกฤษณ์ พูนภักดี khwunta.k@psu.ac.th <p>เถ้าไม้ยางพาราเป็นผลพลอยได้จากโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ หรือโรงไฟฟ้าชีวมวล มีปริมาณเหลือทิ้งจากการผลิตเป็นเชื้อเพลิงจำนวนมาก เถ้าไม้ยางพารามีสมบัติเป็นด่างสูง และยังเป็นแหล่งของธาตุอาหารพืชที่สำคัญ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใส่เถ้าไม้ยางพาราต่อสมบัติทางเคมีของดิน การเจริญเติบโต และการดูดใช้ธาตุอาหารของข้าวโพดหวานในดินกรด โดยมีการวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ จำนวน 3 ทรีตเมนต์ 4 ซ้ำ ประกอบด้วย ไม่ใส่วัสดุปรับปรุงใส่ปูนขาวอัตรา 1.5 เท่าของความต้องการปูน และใส่เถ้าไม้ยางพาราอัตรา 1.5 เท่าของความต้องการปูน พบว่า การใส่เถ้าไม้ยางพารา ทำให้พีเอชของดิน ธาตุอาหารหลักและรองเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังทำให้การเจริญเติบโตและการดูดใช้ธาตุอาหารของข้าวโพดหวานสูงกว่าใส่ปูนขาว ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่า เถ้าไม้ยางพาราสามารถนำมาใช้เป็นวัสดุปรับปรุงดินกรดทดแทนวัสดุปูนทางการเกษตรได้ รวมทั้งยังเป็นแหล่งธาตุอาหารพืชด้วย</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/957 ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกร ตำบลวังหมัน อำเภอสามเงา จังหวัดตาก 2024-09-18T11:10:44+07:00 ฐิฒารีย์ ชุติพงษ์วิเวท musicpplang@gmail.com นารีรัตน์ สีระสาร Nareerut.see@stou.ac.th บำเพ็ญ เขียวหวาน Nareerut.see@stou.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประชากรในการวิจัย คือ เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในตำบลวังหมัน อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเกษตรอำเภอสามเงา จังหวัดตาก ปี 2566 จำนวนรวมทั้งหมด 563 ราย กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน ที่ความคลาดเคลื่อน 0.05 ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 234 คน โดยวิธีการสุ่มแบบง่าย โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสัมภาษณ์ และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การจัดลำดับ และวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคุณ ผลการวิจัย พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 53.83 ปี มีประสบการณ์ได้รับการอบรมเกี่ยวกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เฉลี่ย 4.71 ปี มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เฉลี่ย 11.32 ไร่ มีผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ได้เฉลี่ย 1,355 กิโลกรัมต่อไร่ จำหน่ายผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ราคา เฉลี่ย 6.78 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรมีความต้องการการส่งเสริมด้านการสนับสนุน ในระดับมากที่สุด โดยต้องการการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการผลิต วิธีการส่งเสริมจากเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร และต้องการความรู้ด้านการตลาด ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการส่งเสริม มีตัวแปรอิสระ 1 ตัวแปร คือ ราคาผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีผลต่อความต้องการการส่งเสริมการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/971 ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ระบบ DOAE E-Learning ของนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรใน 8 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2024-10-09T09:36:11+07:00 ราตรี ปะวะเสนัง chaitpa@kku.ac.th ไกรเลิศ ทวีกุล chaitpa@kku.ac.th ยศ บริสุทธิ์ chaitpa@kku.ac.th ไชยธีระ พันธุ์ภักดี chaitpa@kku.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ระบบ DOAE E-Learning กลุ่มประชากรคือนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรจำนวน 544 คนใน 8 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้แก่ มุกดาหาร สกลนคร เลย นครพนม อุดรธานี หนองบัวลำภู บึงกาฬ และหนองคาย การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างใช้สูตรของของทาโร่ ยามาเน่ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ที่ระดับ 0.05 สุ่มตัวอย่างอย่างง่ายโดยใช้วิธีการกำหนดกลุ่ม ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 231 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 61.04 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีมากที่สุด ร้อยละ 66.67 แรงจูงใจสำคัญที่ทำให้นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรใช้ระบบ DOAE E-Learning คือ การที่ระบบสนับสนุนการเรียนรู้ตามความพร้อมของผู้เรียนและมีแหล่งความรู้ที่หลากหลาย ส่วนผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า การตระหนักถึงประโยชน์ในการให้ข้อมูลสำคัญและความเหมาะสมของเนื้อหามีอิทธิพลทางบวกที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 ดังนั้น พบว่าควรมีการส่งเสริมให้นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ใช้ระบบนี้อย่างสม่ำเสมอ ผู้เกี่ยวข้องควรปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยและออกแบบอินเตอร์เฟซของระบบให้เข้าใจง่าย</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/952 ตารางชีวิตของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดเลี้ยงด้วยพืชอาหาร 3 ชนิด รูปแบบการกระจายตัวและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอายุของตัวอ่อนในแปลงข้าวโพดฝักอ่อน 2024-09-06T11:13:27+07:00 ณิชานันท์ เกินอาษา agropk@ku.ac.th สิรกาญจน์ ช่วยดำ agropk@ku.ac.th สุนิษา ชัยหวัง agropk@ku.ac.th <p>หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด <em>Spodoptera frugiperda</em> (JE Smith) เป็นศัตรูสำคัญของข้าวโพด มีพืชอาหารมากกว่า 80 ชนิด เช่น ข้าว อ้อย ข้าวฟ่าง พืชตระกูลถั่ว มะเขือเทศ มันฝรั่ง กระเทียม ขิง เป็นต้น เมื่อมีการระบาดอย่างรุนแรงทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก การศึกษาตารางชีวิตในห้องปฏิบัติการของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด <em>S. frugiperda </em>ครั้งนี้ได้มีการเลี้ยงหนอนบนพืชอาหารสามชนิด คือ ข้าวโพดหวาน ข้าวพันธุ์สุพรรณบุรี 60 และอ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3 เนื่องจากพืชทั้งสามชนิดนี้เป็นพืชอาหารและพืชเศรษฐกิจหลักของไทย โดยเริ่มจากใช้ไข่ที่ถูกวางในวันเดียวกัน จำนวน 900 ฟอง ไปเลี้ยงในพืชทั้งสามชนิด โดยเลี้ยงพืชชนิดละ 300 ตัว กล่องละ 1 ตัว เปลี่ยนอาหาร นับระยะการเจริญเติบโตและจดบันทึกจำนวนการตายทุก 4 วัน จนกว่าเป็นตัวเต็มวัยแล้วนับไข่ของตัวเต็มวัย จนกว่าตัวเต็มวัยจะตายหมด ดำเนินการในห้องควบคุมอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ณ ศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ ภาคกลาง ผลการศึกษาพบว่า ในข้าวโพดหวาน อ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3 และข้าวพันธุ์สุพรรณบุรี 60 มีอัตราการขยายพันธุ์สุทธิ (R<sub>o</sub>) เท่ากับ 401.12, 62.47, และ 25.5 ช่วงอายุขัยของกลุ่ม (T<sub>c</sub>) 34.54, 32.18 และ 38.35 วัน ความสามารถในการขยายพันธุ์ทางกรรมพันธุ์ (r<sub>c</sub>) เท่ากับ 0.173, 0.1284 และ 0.0844 อัตราการเพิ่มที่แท้จริง (λ) เท่ากับ 4.007, 5.3972 และ 8.2120 เท่า ตามลำดับ หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด <em>S. frugiperda </em>สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพืชทั้งสามชนิด การศึกษาประชากรหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด <em>S. frugiperda</em> ที่ 10, 17, 24, 31, 38, 45, 52 และ 60 วันหลังปลูกข้าวโพดฝักอ่อนในแปลง พบว่า ประชากรหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดมีการกระจายตัวแบบ aggregrated, aggregated, aggregated, regular, regular, regular, regular และ regular ตามลำดับ</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/958 การเปรียบเทียบสมบัติทางชีวภาพและเคมีบางประการของปุ๋ยอินทรีย์สดจากวัสดุอินทรีย์ 5 ชนิดที่ถูกย่อยสลายด้วยตัวอ่อนแมลงวันลายกับมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ 2024-10-01T12:42:57+07:00 สุภเวช ทัศนกิจ supphawed.tu@ku.th ชาญวิทย์ แก้วตาปี agrcwk@ku.ac.th รุ่งทิพย์ มาศเมธาทิพย์ fagrrtm@ku.ac.th สิรินภา ช่วงโอภาส agrsrnp@ku.ac.th <p>ตัวอ่อนแมลงวันลายสามารถย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมบัติทางทางชีวภาพและเคมีของปุ๋ยอินทรีย์สดจากวัสดุอินทรีย์ 5 ชนิด ที่ย่อยด้วยตัวอ่อนแมลงวันลายโดยเปรียบเทียบกับมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์จากกรมวิชาการเกษตร วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ 3 ซ้ำ จำนวน 5 ตำรับการทดลอง ซึ่งมีการเลี้ยงตัวอ่อนแมลงวันลายด้วยอาหารดังนี้ 1) อาหารไก่ + ขุยมะพร้าว 2) กากเต้าหู้ + ขุยมะพร้าว 3) เปลือกสับปะรด + ขุยมะพร้าว 4) กากมันสำปะหลัง + ขุยมะพร้าว 5) มูลไก่แห้ง+ ขุยมะพร้าว จากผลการวิเคราะห์สมบัติทางชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์สดจากการเลี้ยงตัวอ่อนแมลงวันลายด้วยกากเต้าหู้มีจำนวนแบคทีเรียทั้งหมดสูงสุดเท่ากับ 7.66 ล็อคซีเอฟยูต่อกรัมแห้ง พบ <em>Bacillus</em> spp. และ<em> Escherichia coli </em>ในทุกตำรับการทดลอง <br />ส่วนการวิเคราะห์สมบัติทางเคมีพบว่ามีเฉพาะค่าการนำไฟฟ้า ปริมาณอินทรียวัตถุ ธาตุอาหารหลัก และโซเดียม ผ่านเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ในทุกตำรับการทดลอง ปุ๋ยอินทรีย์สดจากการเลี้ยงตัวอ่อนแมลงวันลายด้วยกากมันสำปะหลังมีสมบัติที่โดดเด่น โดยมีการย่อยสลายสมบูรณ์ผ่านเกณฑ์เท่ากับ 109.60 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณอินทรียวัตถุสูงเท่ากับ 77.12 เปอร์เซ็นต์</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/977 การวิเคราะห์การจัดการและการดำเนินงานในโซ่อุปทานของเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดในอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี 2024-10-17T10:07:34+07:00 นิธิมา มีแก้ว nitima.me@ku.th รพี ดอกไม้เทศ agrrpd@ku.ac.th รุ่งทิพย์ มาศเมธาทิพย์ agrrpd@ku.ac.th <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การจัดการและการดำเนินงานในโซ่อุปทาน รวมทั้งศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะในการจัดการการเลี้ยงจิ้งหรีดของเกษตรกรในอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 12 ราย โดยใช้ SCOR model การเก็บข้อมูลทำโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดมีการจำหน่ายผลผลิตทั้งแบบขายส่งและขายปลีก ลักษณะการดำเนินงานมีทั้งเป็นรูปแบบวิสาหกิจชุมชน และแบบรายเดี่ยว ผลวิเคราะห์ตามแบบจำลองอ้างอิงการดําเนินงานโซ่อุปทาน (SCOR model) 6 กระบวนการ ประกอบด้วย การวางแผน การจัดหาแหล่งวัตถุดิบ การผลิตการขนส่ง การส่งคืน และการสนับสนุนการดำเนินงาน พบว่าเกษตรกรที่ดำเนินงานรูปแบบวิสาหกิจชุมชนมีการวางแผนการผลิต จัดหาวัตถุดิบทั้งในและนอกชุมชน การผลิตจะคาดการณ์จากปริมาณความต้องการของลูกค้าและมีการแปรรูปจิ้งหรีด การขนส่งมีการนัดหมายกับลูกค้าก่อนล่วงหน้าทุกครั้ง ไม่มีการส่งคืนสินค้าเนื่องจากมีการตรวจสอบคุณภาพทุกครั้งก่อนบรรจุ และการสนับสนุนการดำเนินงานจะมีหน่วยงานทางภาครัฐเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงาน ซึ่งแตกต่างจากเกษตรกรรายเดี่ยวที่ไม่ได้มีการวางแผนการผลิต จัดหาวัตถุดิบภายในชุมชน ผลิตเพื่อรอคำสั่งซื้อ ไม่มีการแปรรูปจิ้งหรีด การขนส่งจะมีการนัดหมายล่วงหน้าโดยลูกค้าจะมารับเองที่ฟาร์ม ไม่มีการส่งคืนสินค้าเนื่องจากมีการคัดขนาดก่อนบรรจุ และไม่มีหน่วยงานอื่นเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงาน ปัญหาในการเลี้ยงจิ้งหรีด คือ การขาดการรับรองมาตรฐาน GAP เนื่องด้วยเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดทั้งหมดยังไม่มีการรับรองมาตรฐาน GAP โดยเกษตรกรมีข้อเสนอแนะคือต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาส่งเสริมเกี่ยวกับด้านความรู้เรื่องการขอรับรองมาตรฐาน GAP สำหรับฟาร์มจิ้งหรีด</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1001 ผลของการใช้แคลเซียมซิลิเกตร่วมกับการฉีดพ่นโพแทสเซียมซิลิเกตทางใบต่อผลผลิต และการดูดใช้ธาตุโพแทสเซียม แคลเซียม และซิลิคอนของข้าวที่ปลูกในชุดดินสระบุรี 2024-11-11T14:21:44+07:00 สุธาทิพย์ ทองคำปั้น sutatip.th@ku.th อัญธิชา พรมเมืองคุก agracp@ku.ac.th ศุภชัย อำคา agrscak@ku.ac.th ณัชชา ศรหิรัญ fagrncs@ku.ac.th ธวัชชัย อินทร์บุญช่วย fagrtci@ku.ac.th <p>ซิลิคอนถูกจัดเป็นธาตุเสริมประโยชน์ มีงานวิจัยที่รายงานถึงผลดีของซิลิคอนที่มีต่อข้าวในการบรรเทาความเครียดทั้งจากปัจจัยชีวนะและอชีวนะ สำหรับประเทศไทยยังมีข้อมูลที่ได้จากงานทดลองในสภาพแปลงเมื่อมีการปลูกข้าวในดินซึ่งมีซิลิคอนที่เป็นประโยชน์อยู่ในระดับต่ำถึงปานกลางอยู่น้อย จึงทำการทดลองในสภาพแปลง เพื่อศึกษาผลของแคลเซียมซิลิเกตร่วมกับการฉีดพ่นโพแทสเซียมซิลิเกตทางใบต่อผลผลิต และการดูดใช้ธาตุอาหารของข้าวพันธุ์ กข 85 ที่ปลูกในชุดดินสระบุรี วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อค จำนวน 3 ซ้ำ มี 5 ตำรับการทดลอง ได้แก่ ตำรับควบคุม (T1) ตำรับที่ 2 (T2) ใส่แคลเซียมซิลิเกตอัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ ตำรับที่ 3 4 และ 5 (T3 T4 และ T5) ใส่แคลเซียมซิลิเกตอัตรา 10 20 และ 30 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ ที่อายุข้าว 40 วันหลังหว่าน ร่วมกับการฉีดพ่นโพแทสเซียมซิลิเกตความเข้มข้น 2,000 มิลลิกรัมซิลิคอนต่อลิตร ที่ข้าวอายุ 60 วันหลังหว่าน เก็บข้อมูลผลผลิต องค์ประกอบผลผลิต และวิเคราะห์ปริมาณธาตุโพแทสเซียม แคลเซียม และซิลิคอนทั้งหมดในส่วนต่าง ๆ ของข้าวที่ระยะเก็บเกี่ยว ผลการทดลอง พบว่า ธาตุซิลิคอนมีการสะสมในลำต้นมากที่สุด รองลงมาคือ แกลบ ใบ และเมล็ดข้าวกล้อง การใส่ซิลิคอนมีผลให้การดูดใช้โพแทสเซียม และแคลเซียมในส่วนเหนือดินมากกว่าตำรับควบคุมและตำรับการทดลองที่ 2 สำหรับอัตราที่ใส่ พบว่า การใช้ซิลิคอนในตำรับการทดลองที่ 4 ให้ผลผลิต และการดูดใช้ซิลิคอนในลำต้นสูงที่สุด รวมทั้งมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงกว่าเมื่อเทียบกับตำรับการทดลองอื่น ดังนั้น ตำรับการทดลองที่ 4 จึงเหมาะสมกับการใช้ในชุดดินสระบุรีที่มีระดับของซิลิคอนที่เป็นประโยชน์ในดินในระดับปานกลาง</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management