วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM
<p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่</strong><strong> : </strong></p> <p>วารสารกำหนดออกเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ และตีพิมพ์ทุก ๆ 4 เดือน/ปี </p> <p>ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : วารสารมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความทางด้านเกษตรศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่</p> <p> 1. สาขาพืชไร่นา</p> <p>2.สาขาพืชสวน</p> <p>3.สาขาปฐพีวิทยา</p> <p>4.สาขาโรคพืช</p> <p>5.สาขากีฎวิทยา</p> <p>6.สาขาสัตวศาสตร์</p> <p>7.สาขาเกษตรกลวิธาน</p> <p>8.สาขาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร</p> <p>9.สาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p>โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา นักวิจัย ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ตลอดจนบุคคลทั่วไป</p> <h4>วัตถุประสงค์ </h4> <p>เพื่อส่งเสริม พัฒนา และยกระดับการผลิตผลงานวิจัย ตลอดจนเพิ่มทางเลือกให้กับบุคคลทั่วไปส่งผลงานวิจัยลงตีพิมพ์/ เผยแพร่</p> <p><strong>การตอบรับบทความ</strong></p> <p>บทความทุกบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการต้องผ่านการประเมินจาก<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน</strong> <strong>แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</strong> และผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาตอบรับการตีพิมพ์จำนวน 2 ท่านจากจำนวน 3 ท่าน เมื่อผ่านการประเมินแล้ว กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจแก้ไขเรื่องที่ส่งพิมพ์ตามที่เห็นสมควร และไม่รับพิจารณาต้นฉบับที่ไม่เป็นตามหลักเกณฑ์การตีพิมพ์ของวารสารฯ</p> <p>*กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจและแก้ไขบทความที่เสนอเพื่อการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ</p> <p>*The Editorial Board Claims a right to review and correct all articles submitted for publishing</p> <p>กองบรรณาธิการวารสาร <strong>ไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าทำเนียมการตีพิมพ์บทความในทุกขั้นตอน (Processing fees and/or Article Page) จากผู้นิพนธ์บทความ</strong></p>
คณะเกษตร กำแพงแสน (Faculty of Agriculture, Kamphaeng Saen, Kasetsart University Kamphaeng Saen Campus)
th-TH
วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management
2985-1904
-
การประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ภาคใต้ชายแดน ของกลุ่มสหกรณ์โคเนื้อมือนารอ จังหวัดนราธิวาส
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/990
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์โคเนื้อมือนารอและประเมินผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานเชิงประจักษ์ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ภาคใต้ชายแดนของกลุ่มสหกรณ์โคเนื้อมือนารอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ใช้วิธีการศึกษาด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ กำหนดกลุ่มผู้มีส่วนร่วมและประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ ประธานและกรรมการกลุ่มสหกรณ์โคเนื้อมือนารอ จำนวน 2 คน และ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2 กลุ่ม ประกอบด้วย เกษตรกรหรือผู้ประกอบการและวิทยากร จำนวน 15 คน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ การสังเกต และแบบสอบถามตามตัวแบบซิปและวิเคราะห์ผลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์โคเนื้อมือนารอ 2 ผลิตภัณฑ์ คือ ลูกชิ้นเนื้อและเนื้อฝอย ส่วนระดับการประเมินผลด้วยตัวแบบซิป พบว่า ในภาพรวมเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอยู่ในระดับดีมาก ด้านบริบทอยู่ในระดับดีมาก โดยระดับมากที่สุด คือ ความเข้าใจเกี่ยวกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของโครงการ ด้านปัจจัยนำเข้าอยู่ในระดับดีมาก โดยระดับมากที่สุด คือ ระดับความสอดคล้องระหว่างรูปแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับความต้องการของชุมชน ด้านกระบวนการอยู่ในระดับดี โดยระดับมากที่สุด คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้ประกอบการหรือชุมชนระหว่างดำเนินโครงการ และด้านผลที่ได้รับอยู่ในระดับดีมาก โดยระดับมากที่สุด คือ ระดับความพึงพอใจด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและระดับความพึงพอใจด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ</p>
ทวนธง ครุฑจ้อน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management
2026-07-14
2026-07-14
9 2
15
26
-
ผลของสารละลายน้ำตาลซูโครสและการบรรจุแบบสุญญากาศ ต่อปริมาณเบต้าแคโรทีนในเนื้อจำปาดะแช่เยือกแข็ง
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/981
<p>จำปาดะ เป็นผลไม้อัตลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชและเป็นพืชที่เป็นแหล่งของเบต้าแคโรทีนของประชาชนในพื้นที่ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเตรียมเนื้อจำปาดะในสารละลายน้ำตาลซูโครสความเข้มข้น 20 องศาบริกซ์ และ 40 องศาบริกซ์ และการบรรจุแบบสุญญากาศต่อปริมาณเบต้าแคโรทีนและคุณภาพทางด้านสีของเนื้อจำปาดะเมื่อผ่านการละลายหลังจากการแช่เยือกแข็ง เปรียบเทียบกับเนื้อจำปาดะสด วิเคราะห์ผลที่ระยะเวลา 0 และ 6 เดือน ผลการศึกษาพบว่า การแช่เยือกแข็งทำให้ปริมาณเบต้าแคโรทีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>≤ 0.05) การแช่เนื้อจำปาดะในสารละลายน้ำตาลซูโครสช่วยรักษาปริมาณเบต้าแคโรทีนได้ โดยเฉพาะที่ความเข้มข้น 40 องศาบริกซ์ อย่างไรก็ตามการบรรจุแบบสุญญากาศไม่ได้ส่งผลต่อปริมาณเบต้าแคโรทีนและคุณภาพทางด้านสีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>> 0.05) การศึกษาครั้งนี้จึงเสนอแนะว่าการใช้สารละลายน้ำตาลซูโครสความเข้มข้นสูงขึ้นร่วมกับการควบคุมเพื่อลดขนาดของผลึกน้ำแข็ง อาจเป็นวิธีการที่ช่วยรักษาปริมาณสารเบต้าแคโรทีนในเนื้อจำปาดะแช่เยือกแข็งให้คงอยู่ได้ ถึงแม้ว่าปริมาณสารเบต้าแคโรทีนในเนื้อจำปาดะอาจน้อยกว่าพืชชนิดอื่น แต่การเลือกบริโภควัตถุดิบที่เป็นผลผลิตภายในท้องถิ่น ย่อมเป็นการช่วยส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากพืชพื้นถิ่น ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารต่อไปในอนาคต</p>
จตุพร คงทอง
จันทิรา วงศ์วิเชียร
จุฑาภรณ์ ลิ่มสุวรรณมณี
นฤมล มีบุญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management
2026-07-14
2026-07-14
9 2
27
38
-
ความต้านทานสารกำจัดวัชพืชหลายกลุ่มในหญ้าข้าวนกต้านทานสารไพริเบนโซซิมในนาข้าว
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1003
<p>หญ้าข้าวนกเป็นวัชพืชร้ายแรงที่พบทั่วไปในนาข้าว ส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยการใช้สารไพริเบนโซซิม ซึ่งเป็นสารที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ acetolactate synthase (ALS) ในปัจจุบันเกษตรกรหลายรายในพื้นที่ ต.กระจัน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เริ่มสังเกตเห็นว่าการใช้สารไพริเบนโซซิมไม่สามารถควบคุมหญ้าข้าวนกได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีประสิทธิภาพในการควบคุมได้ดี การศึกษาในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดว่า หญ้าข้าวนกมีการพัฒนาความต้านทานต่อสารสารไพริเบนโซซิม จริงหรือไม่ ตลอดจนทดสอบความต้านทานสารหลายกลุ่มไปยังสารกำจัดวัชพืชที่มีตำแหน่งปฏิกิริยาในการยับยั้งพืชที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชที่เกษตรกรนิยมนำมาใช้ในการควบคุมหญ้าข้าวนกในนาข้าว เก็บตัวอย่างเมล็ดหญ้าข้าวนกจากแปลงเกษตรกรที่มีปัญหาเนื่องจากการใช้สารไพริเบนโซซิม เพื่อศึกษาการตอบสนองทางสรีรวิทยาของหญ้าข้าวนกที่มีต่อสารไพริเบนโซซิมในสภาพเรือนทดลอง เมื่อพิจารณาค่า <em>I</em><em><sub>50</sub></em> จากความเป็นพิษ ที่ 7 10 14 และ 21 วันหลังได้รับสาร และค่า <em>GR</em><em><sub>50</sub></em> จากความสูงและน้ำหนักสดของหญ้าข้าวนกทั้งสองไบโอไทป์ ที่ 14 และ 21 วันหลังจากได้รับสาร พบว่า ไบโอไทป์ต้านทานสารมีค่าดัชนีของความต้านทานสารสูงกว่าไบโอไทป์ที่อ่อนแอมากถึง 25.70-42.74 เท่า จากนั้น ศึกษาความต้านทานสารกำจัดวัชพืชหลายกลุ่มของหญ้าข้าวนกไบโอไทป์ต้านทานสารไปยังสารในกลุ่มอื่น ๆ ที่มีตำแหน่งการเกิดปฏิกิริยาในการยับยั้งภายในพืชที่แตกต่างกัน พบว่า หญ้าข้าวนกไบโอไทป์ต้านทานสาร มีวิวัฒนาการเกิดความต้านทานสารหลายกลุ่มไปยังสาร โคลมาโซน (สารที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ DOXP synthase) และไซฮาโลฟอป-บิวทิล (สารที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ACCase) แต่ไม่เกิดความต้านทานสารหลายกลุ่มไปยังสารโพรพานิล (สารที่ยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ระบบแสง II) และโพรพรอกซิดิม (สารที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ACCase) จึงทำให้มีประสิทธิภาพในการควบคุมหญ้าข้าวนกไบโอไทป์ต้านทานสารไพริเบนโซซิมได้ตามอัตราแนะนำ จากข้อมูลการศึกษาในครั้งนี้ เกษตรกรควรมีการสับเปลี่ยนกลุ่มการใช้สารเป็นโพรพานิลและโพรพรอกซิดิม เพื่อควบคุมและลดจำนวนประชากรของหญ้าข้าวนกไบโอไทป์ต้านทานสารไพริเบนโซซิมในนาข้าวต่อไป</p>
จิราพร อินเต็ม
จำเนียร ชมภู
ทศพล พรพรหม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management
2026-07-14
2026-07-14
9 2
39
48
-
เปรียบเทียบความเข้มข้นของ IAA ต่อการเจริญเติบโตและออกรากของท่อนพันธุ์ปักชำมันเลือด
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/986
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเข้มข้นของสาร IAA ต่อการเจริญเติบโต และการออกรากของท่อนพันธุ์มันเลือดที่ขยายพันธุ์แบบปักชำ โดยตัดเถาของต้นมันเลือดอายุ 6 เดือน แบ่งท่อนพันธุ์เป็นกลุ่มเพื่อจุ่ม IAA ที่ระดับความเข้มข้น 50 100 150 200 และ 0 ppm (กลุ่มควบคุม) แล้วนำไปปักชำ จากผลการทดลองพบว่า การจุ่มท่อนพันธุ์ใน IAA ทุกความเข้มข้นมีแนวโน้มให้การเจริญเติบโตส่วนเหนือดินหลังปักชำคือความยาวเถา และจำนวนใบ ดีกว่ากลุ่มควบคุม โดยการจุ่ม IAA 100 ppm ส่งผลให้ท่อนพันธุ์หลังปักชำ 35 วัน มีแนวโน้มให้ความยาวเถามากที่สุด เท่ากับ 44.86±22.38 เซนติเมตร ในขณะที่การใช้ IAA 50 ppm ส่งผลให้ท่อนพันธุ์มีจำนวนใบมากที่สุด เท่ากับ 6.00±3.87 และ 6.40±3.91 ใบ หลังปักชำเป็นเวลา 28 และ 35 วัน ตามลำดับ ด้านเปอร์เซ็นต์การรอด หลังปักชำเป็นเวลา 90 วัน พบว่าท่อนพันธุ์ปักชำมีการรอดตายสูงสุด เท่ากับ 73 เปอร์เซ็นต์ ที่ในกลุ่มที่ได้รับ IAA 150 ppm ส่วน IAA ที่ระดับความเข้มข้น 100 ppm ส่งเสริมการเจริญเติบโตของหัวใต้ดินของมันเลือดหลังปักชำดีที่สุด เมื่อพิจารณาจำนวนราก และความยาวราก และน้ำหนักสดของหัวที่เกิดใหม่ ที่มีค่าเท่ากับ 9.31±2.98 ราก 42.46±6.51 เซนติเมตร และ 4.84±1.65 กรัม ตามลำดับ รองลงมาคือการใช้ IAA 50 ppm แต่ให้เปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตต่ำสุด (47%) ในขณะที่การใช้ IAA ที่ความเข้มข้นเพิ่มมากขึ้นคือ 150 และ 200 ppm ให้การเจริญเติบโตของหัวใต้ดินไม่แตกต่างกับกลุ่มที่ไม่ใช้ฮอร์โมน</p>
อนุสรา จบศรี
นพรัตน์ ไพโรจน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management
2026-07-14
2026-07-14
9 2
49
57
-
ผลของสารกำจัดวัชพืช 2,4-ดี-ไดเมทิลแอมโมเนียม ต่อจำนวนประชากรของจุลินทรีย์ดินในแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จังหวัดนครราชสีมา
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1016
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของสารกำจัดวัชพืชต่อจำนวนประชากรของจุลินทรีย์ดินที่ในพื้นที่ที่มีการใช้สารกำจัดวัชพืช 2,4-ไดคลอโรฟีนอกซีแอซีติก (2,4-D) ไดเมทิลแอมโมเนียม ในแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จังหวัดนครราชสีมา แบ่งแปลงเป็น 2 แปลงย่อย ขนาดแปลงละ 400 ตารางเมตร ได้แก่แปลงที่พ่นเฉพาะสาร 2,4-D ตามอัตราแนะนำเพียงอย่างเดียวอัตรา 120 กรัมต่อสารออกฤทธิ์ต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยไม่มีการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชชนิดอื่น และแปลงที่ไม่มีการพ่นสาร 2,4-D เก็บตัวอย่างดินก่อนพ่นสาร และหลังพ่นสารแปลงละ 5 รอบ ได้แก่ หลังพ่นสาร 2 และ 4 ชั่วโมง 1, 3 และ 7 วัน นำมาวิเคราะห์สมบัติดินและนับปริมาณจุลินทรีย์ดิน พบว่าในการพ่นสาร 2,4-D ส่งผลกระทบต่อปริมาณแบคทีเรียและราที่เลี้ยงได้บนอาหารเลี้ยงเชื้อในแปลงควบคุมและแปลงพ่นสาร 2,4-D มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยแบคทีเรียแปลงพ่นสาร 2,4-D ที่ 2 และ 4 ชั่วโมงมีการเจริญเพิ่มขึ้นสูงกว่าแปลงควบคุม มีค่า 6.59 และ 6.73 Log<sub>10</sub> CFU ปริมาณราในแปลงควบคุมมีปริมาณมากกว่าแปลงพ่น 2,4-D ที่ 2 และ 4 ชั่วโมง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.52 และ 5.62 Log<sub>10</sub> CFU ส่วนแอกทิโนไมซีตที่เลี้ยงได้บนอาหารเลี้ยงเชื้อไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปริมาณ 2,4-D ที่ตกค้างในดินหลังพ่น 2 และ 4 ชั่วโมง มีค่า 0.61 และ 0.30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมดิน และหลังพ่นสาร <br />2,4-D ที่ 1, 3 และ 7 วัน ตรวจไม่พบปริมาณ 2,4-D ที่ตกค้างอยู่ เมื่อนำมาหาความสัมพันธ์ของสมบัติดิน ปริมาณจุลินทรีย์ และปริมาณ 2,4-D พบว่าปริมาณ 2,4-D มีความสัมพันธ์กับปริมาณแบคทีเรีย คือเมื่อปริมาณ 2,4-D เพิ่มส่งผลต่อการเจริญของแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังสัมพันธ์กับปริมาณอินทรียวัตถุ อนุภาคดินเหนียว และความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออน ซึ่งจุลินทรีย์ที่ทนต่อสารกำจัดวัชพืช 2,4-D สามารถนำไปศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการนำจุลินทรีย์ดินไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและการย่อยสลายสารกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างในดิน</p>
บุณฑริก ฉิมชาติ
จิตรา เกาะแก้ว
อำนาจ เอี่ยมวิจารณ์
กนกอร บุญพา
สนธยา ขำติ๊บ
มนต์ชัย มนัสสิลา
จันทิมา ผลกอง
ธวัชชัย อินทร์บุญช่วย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management
2026-07-14
2026-07-14
9 2
58
69
-
ผลของโภชนะที่ย่อยได้ทั้งหมดในอาหารข้นสูตรทางการค้าต่อสมรรถภาพการผลิต ลักษณะซาก และต้นทุนค่าอาหารในการขุนโคนมเพศผู้ตอน
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1008
<p>อาหารข้นเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเลี้ยงโคขุนให้มีสมรรถภาพการผลิตที่ดี การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการใช้อาหารทางการค้าที่มีปริมาณโปรตีนหยาบใกล้เคียงกัน (13.08 ± 0.44 เปอร์เซ็นต์วัตถุแห้ง) แต่มีโภชนะที่ย่อยได้ทั้งหมดแตกต่างกัน (66.43 vs 70.68 เปอร์เซ็นต์วัตถุแห้ง) ในการขุนโคนมเพศผู้ โดยใช้โคนมเพศผู้ตอน (อายุ 26 ถึง 28 เดือน) น้ำหนักเฉลี่ย 493.32 ± 31.65 กิโลกรัม จำนวน 30 ตัว แบ่งโคออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 15 ตัว วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ สุ่มโคแต่ละกลุ่มให้ได้รับอาหารข้นทางการค้าหนึ่งสูตร จาก 2 สูตร คือ อาหารข้นทางการค้า A (มีเยื่อใยสูงและโภชนะที่ย่อยได้ทั้งหมดต่ำ) และอาหารข้นทางการค้า B (มีเยื่อใยต่ำและโภชนะที่ย่อยได้ทั้งหมดสูง) แบ่งการให้อาหารออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกและระยะท้ายของการขุน โดยให้อาหารข้น 7 และ 8 กิโลกรัม/ตัว/วัน ตามลำดับ และให้หญ้าเนเปียร์หมักกินอย่างเต็มที่ โดยในระยะท้ายของการขุนเสริมฟางข้าว 1 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน ทำการเลี้ยงโคขุนจนกระทั่งโคมีน้ำหนักเฉลี่ย 667.0 ± 39.60 กิโลกรัม และนำโคเข้าแปรสภาพ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมด้วย Sample T-test ผลการศึกษาพบว่าโคขุนที่ได้รับอาหารข้นทางการค้า B มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวันสูงกว่าโคที่ได้รับอาหารข้นทางการค้า A (P < 0.05) ทำให้ลดระยะเวลาในการขุนโคลงได้ 61 วัน นอกจากนี้ยังพบว่าโคที่ได้รับอาหารข้นทางการค้า B มีต้นทุนค่าอาหารต่อการเพิ่มน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมน้อยกว่าหรือลดต้นทุนค่าอาหารในการขุนโคลงได้ เมื่อเทียบกับการใช้อาหารข้นทางการค้า A ในขณะที่โคขุนที่มีน้ำหนักเข้าฆ่า 667.0 ± 39.60 กิโลกรัม มีลักษณะซากไม่แตกต่างกัน (P > 0.05) สรุปได้ว่าอาหารข้นที่มีปริมาณโปรตีนใกล้เคียงกันและมีโภชนะที่ย่อยได้ทั้งหมดสูงจะทำให้โคขุนมีสมรรถภาพการผลิตที่ดีและช่วยลดระยะเวลาในขุนโคลงได้</p>
อัญชลี คงประดิษฐ์
คงปฐม กาญจนเสริม
ประหยัด ทิราวงศ์
วัชราภรณ์ บุญแสน
มณิสร ศรีสุภะ
โสภิตา บัวบาน
ปาจรีย์ กรวยทรัพย์
บุษบา แก้วโกมุท
สุริยะ สะวานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management
2026-07-14
2026-07-14
9 2
70
81
-
การประเมินความแปรปรวนทางพันธุกรรมและความสามารถในการรวมตัวของลักษณะการทนแล้งในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/995
<p>ความผันผวนของปริมาณน้ำฝนส่งผลกระทบต่อผลผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงส่งผลต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทยอีกด้วย ดังนั้น การพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมเดี่ยวที่ให้ผลผลิตสูงและมีความทนทานต่อสภาพแล้งได้ จะช่วยบรรเทาความเสียหายแก่ผลผลิตที่มีต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินความสามารถในการทนแล้งของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม และ 2) ประเมินความสามารถในการรวมตัวและอัตราพันธุกรรมของความทนแล้งในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม สร้างลูกผสมทั้งหมด 12 คู่ผสมผ่านการใช้แผนการผสมแบบ North Carolina II และนำมาทดสอบในแผนการทดลองแบบ 2 x 12 factorial in randomized complete block design จำนวน 2 ซ้ำ รวมทั้งหมด 48 หน่วยทดลอง ปัจจัยที่ 1 คือ ลูกผสม จำนวน 12 คู่ผสม ส่วนปัจจัยที่ 2 คือ รูปแบบการให้น้ำ ได้แก่ การให้น้ำแบบสม่ำเสมอ และการจำกัดการให้น้ำในบางช่วง ทำการเก็บข้อมูลน้ำหนักฝักสดหลังปอกเปลือกและคำนวนค่าดัชนีความทนแล้ง ผลการวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนและการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย พบว่า คู่ผสม Ki48 x Nei542010 และ Nei452004 x Nei542010 ให้น้ำหนักฝักสดสูงในสภาพเครียดน้ำและสภาพให้น้ำปกติ รวมถึงมีค่าดัชนีการทนทานต่อสภาพเครียดน้ำที่สูงอีกด้วย นอกจากนี้ การศึกษานี้ยังพบอีกว่า ลักษณะการทนทานต่อสภาพเครียดน้ำของข้าวโพดคู่ผสมเกี่ยวข้องกับการทำงานของยีนแบบบวก ดังนั้น การเลือกสายพันธุ์พ่อแม่ที่มียีนควบคุมลักษณะดังกล่าวเป็นฮอโมไซกัสของแอลลีลที่ควบคุมลักษณะดังกล่าว จะช่วยส่งผลให้ได้ลูกผสมที่มีลักษณะความทนทานต่อสภาพแล้งได้ดี ลักษณะดังกล่าวมีอัตราการพันธุกรรมแบบแคบ (h<sup>2</sup>) ที่สูง ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการเลือกสายพันธุ์พ่อแม่เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการพัฒนาข้าวโพดลูกผสมเดี่ยวให้มีความทนทานต่อสภาพแล้ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการบรรเทาความเสียหายของผลผลิตข้าวโพดลูกผสมที่ต้องเผชิญสภาพฝนทิ้งช่วงได้</p>
ณัสมา ดลระหมาน
ปัทมา หาญนอก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management
2026-07-14
2026-07-14
9 2
82
92
-
การใช้ประโยชน์ผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมฟอกหนังต่อการเจริญเติบโต และผลผลิต ของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกในชุดดินกำแพงแสน
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1043
<p>ศึกษาผลของการใช้ประโยชน์ผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมฟอกหนังต่อการเจริญเติบโต และผลผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์ซีดส์เทค 188 ที่ปลูกในชุดดินกำแพงแสน โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อค (RCBD) จำนวน 3 ซ้ำ 8 ตำรับทดลอง ผลการทดลอง พบว่า ทุกตำรับทดลองที่มีการใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินอย่างเดียว การใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการฉีดพ่นปุ๋ยชนิดเหลวจากผลพลอยได้อุตสาหกรรมฟอกหนังสูตรต่างๆ มีผลให้ความสูงต้น ค่าความเขียวของใบ น้ำหนักฝักทั้งเปลือก น้ำหนักฝักปอกเปลือก น้ำหนักเมล็ด น้ำหนัก 1,000 เมล็ด ปริมาณไนโตรเจน และปริมาณโปรตีนในเมล็ดของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใกล้เคียงกัน และแตกต่างกันทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับตำรับควบคุม ซึ่งมีผลให้ความสูงต้น ค่าความเขียวของใบ น้ำหนักฝักทั้งเปลือก น้ำหนักฝักปอกเปลือก น้ำหนักเมล็ด น้ำหนัก 1,000 เมล็ด ปริมาณไนโตรเจน และปริมาณโปรตีนในเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์น้อยที่สุด</p>
อัจฉริกา สินธพานินท์
ชัยสิทธิ์ ทองจู
ธวัชชัย อินทร์บุญช่วย
อัญธิชา พรมเมืองคุก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management
2026-07-14
2026-07-14
9 2
93
104
-
ปริมาณสารฟีนอลิก แอนโทไซยานิน และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในอ้อยดำสมุนไพร
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1044
<p>อ้อยดำเป็นพืชที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปริมาณฟีนอลิกรวม แอนโทไซยานิน และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในน้ำคั้นและชานอ้อยของอ้อยดำ 2 สายพันธุ์ และหาความสัมพันธ์ ระหว่างสารแต่ละชนิด โดยศึกษาในน้ำอ้อยที่คั้นจากลำที่ปอกเปลือกและไม่ปอกเปลือก ส่วนเปลือกอ้อย ชานอ้อย และเนื้ออ้อยของอ้อยดำสายพันธุ์ดำเขมรและราชบุรี เปรียบเทียบระหว่างการสกัดด้วยน้ำและเอทานอล 70% พบว่า น้ำคั้นที่สกัดด้วยเอทานอลจากลำที่ไม่ปอกเปลือกของพันธุ์ดำเขมรมีปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพสูงที่สุด โดยมีปริมาณฟีนอลิกรวม 328.48 µgGAE/mL ปริมาณแอนโทไซยานิน 15.30 µg/mL และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ 256.09 µgTE/mL ส่วนเปลือกและชานอ้อยสายพันธุ์ดำเขมรที่สกัดด้วยเอทานอลมีปริมาณสารฟีนอลิก แอนโทไซยานิน และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าสายพันธุ์ราชบุรี แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนเนื้ออ้อยมีค่าต่าง ๆ ใกล้เคียงกันและมีปริมาณแอนโทไซยานินต่ำมาก สารสกัดเอทานอลจากเปลือกอ้อยของสายพันธุ์ดำเขมรมีปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพสูงที่สุด โดยมีปริมาณฟีนอลิกเท่ากับ 6,937.50 µgGAE/gDW ปริมาณแอนโทไซยานิน 1,410.50 µg/gDW และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ 3,860.04 µgTE/gDW นอกจากนี้ ยังพบความสัมพันธ์สูงในเชิงบวกระหว่างปริมาณฟีนอลิกรวม แอนโทไซยานิน และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระทั้งในน้ำอ้อย เปลือกลำ และชานอ้อย (r = 0.64** ถึง 0.97**) ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับการใช้ประโยชน์จากอ้อยดำต่อไป</p>
ศิริพรรณ สุขขัง
นงลักษณ์ เทียนเสรี
สมนึก พรมแดง
ปฏิวัติ สุขกุล
อภิวิชญ์ ทรงกระสินธุ์
อนุรักษ์ อรัญญนาค
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management
2026-07-14
2026-07-14
9 2
105
117
-
ผลของสารควบคุมการเจริญเติบโตต่อการเพิ่มปริมาณยอดทวีคูณและการชักนำรากของบุกไข่ (Amorphophallus muelleri Blume)
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1336
<p>บุกไข่ (<em>Amorphophallus muelleri</em> Blume) เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพ เนื่องจากหัวมีปริมาณกลูโคแมนแนน (glucomannan) สูง อย่างไรก็ตาม การขยายพันธุ์ด้วยวิธีทั่วไปโดยใช้หัวบนใบ หัวใต้ดิน หรือเหง้า ยังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น อัตราการเพิ่มจำนวนต้นต่ำและใช้เวลานาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสูตรอาหารที่เหมาะสม โดยศึกษาผลของชนิดและความเข้มข้นของสารควบคุมการเจริญเติบโตต่อการเพิ่มปริมาณยอดทวีคูณและการชักนำรากของบุกไข่ภายใต้สภาพปลอดเชื้อ การทดลองใช้กลุ่มยอดเพาะเลี้ยงบนอาหารกึ่งแข็งสูตร MS ที่เติม benzyladenine (BA), naphthaleneacetic acid (NAA) และ indole-3-butyric acid (IBA) ในความเข้มข้นต่าง ๆ โดยออกแบบการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) ผลการทดลองพบว่า อาหารกึ่งแข็งสูตร MS ที่เติม BA 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ NAA 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเพิ่มปริมาณยอดทวีคูณ โดยให้จำนวนยอดเฉลี่ย 39.2 ± 0.5 ยอด และความยาวยอดเฉลี่ย 0.77 ± 0.02 เซนติเมตร ซึ่งแตกต่างจากสูตรอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่อาหารกึ่งแข็งสูตร MS ที่เติม IBA 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร มีประสิทธิภาพสูงสุดในการชักนำราก โดยให้จำนวนรากเฉลี่ย 13.7 ± 0.4 ราก และความยาวรากเฉลี่ย 2.14 ± 0.04 เซนติเมตร ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อบุกไข่ในการพัฒนาระบบขยายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการผลิตในระดับอุตสาหกรรม</p>
เสาวนีย์ สาโรจน์
นิพิจ พินิจผล
รพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management
2026-07-14
2026-07-14
9 2
118
126
-
การพยากรณ์ปริมาณและราคาส่งออกมะพร้าวและผลิตภัณฑ์ของประเทศไทยด้วยวิธีบ็อกซ์-เจนกินส์
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1019
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพยากรณ์ปริมาณและราคาส่งออกมะพร้าวผลแก่และกะทิของประเทศไทย ใช้ข้อมูลอนุกรมเวลารายเดือนของปริมาณและราคาส่งออกมะพร้าวผลแก่และกะทิ และพยากรณ์ด้วยวิธีบ็อกซ์-เจนกินส์ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การตรวจสอบตัวแบบพยากรณ์เบื้องต้น ด้วยวิธี Augmented Dickey-Fuller (ADF) unit root และแผนภาพคอร์รีโลแกรม (2) การประมาณค่าพารามิเตอร์ ด้วยวิธี ภาวะความน่าจะเป็นสูงสุด (3) การตรวจสอบความเหมาะสมของตัวแบบพยากรณ์ ด้วยวิธี สถิติ Ljung-Box (Q<sub>LB</sub>) และ (4) การพยากรณ์ข้อมูลจนถึงเดือนธันวาคม 2568 ผลการศึกษา พบว่า ตัวแบบพยากรณ์ปริมาณและราคาส่งออกมะพร้าวผลแก่ คือ SARIMA(1,1,1)(0,1,1)<sub>12</sub> และ SARIMA(1,1,1)(0,1,1)<sub>12</sub> ตามลำดับ และตัวแบบพยากรณ์ปริมาณและราคาส่งออกกะทิ คือ SARIMA(7,1,2)(0,1,1)<sub>12</sub> และ SARIMA(5,1,6)(0,1,1)<sub>12</sub> สำหรับการพยากรณ์ในปี พ.ศ. 2568 พบว่า ปริมาณส่งออกมะพร้าวผลแก่และกะทิมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.96 และร้อยละ 2.70 ตามลำดับ ในขณะที่ ราคาส่งออกมะพร้าวผลแก่และกะทิมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกันร้อยละ 9.85 และร้อยละ 3.09 ตามลำดับ</p>
ชิดชนก เล็กขาว
เฉลิมพล จตุพร
วสุ สุวรรณวิหค
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management
2026-07-14
2026-07-14
9 2
127
136
-
ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการในการจัดตั้งตลาดสีเขียว อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1053
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการในการจัดตั้งตลาดสีเขียวในอำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริโภคในอำเภอดอนตูม จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ Binary Logistic Regression เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการในการจัดตั้งตลาดสีเขียว ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีความสนใจในสินค้าเกษตรปลอดภัยในระดับสูง <br />และมีความคิดเห็นในด้านส่วนประสมการตลาด (7Cs) ในระดับสูง โดยเฉพาะด้านความสดใหม่ของสินค้า และด้านสินค้ามีคุณภาพและมาตรฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความต้องการในการจัดตั้งตลาดสีเขียว จากการวิเคราะห์ Binary logistic regression พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการในการจัดตั้งตลาดสีเขียวอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ อายุของผู้บริโภค ความสดใหม่ของสินค้า คุณภาพและการรับรองมาตรฐานของสินค้า รูปแบบของตลาดสีเขียว ความถี่ในการซื้อสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย สำหรับข้อเสนอแนะที่ได้จากผลการวิจัยเพื่อพัฒนาและส่งเสริมความเป็นไปได้ในการจัดตั้งตลาดสีเขียว ในอำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม มีดังนี้ 1) ควรส่งเสริมความสนใจในสินค้าเกษตรปลอดภัยโดยจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับสินค้าเกษตรปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ และ 2) มีการพัฒนาคุณภาพสินค้า รวมถึงการจัดให้มีการตรวจสอบคุณภาพสินค้าอย่างสม่ำเสมอ</p>
พัชราพรรณ คูหามุข
สนธยา สำเภาทอง
รพี ดอกไม้เทศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management
2026-07-14
2026-07-14
9 2
137
147
-
ผลของเอทีฟอนต่อการสุกและคุณภาพของผลกาแฟอาราบิก้าในจังหวัดเชียงใหม่
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1046
<p>การศึกษาผลของเอทีฟอนต่อการสุกและคุณภาพของผลกาแฟอาราบิก้าในจังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเอทีฟอน ในการกระตุ้นให้ผลกาแฟสุกพร้อมกัน วางแผนการทดลองแบบ completely randomized design (CRD) มี 5 กรรมวิธี ๆ ละ 4 ซ้ำ ๆ ละ 5 กิ่ง ได้แก่ ชุดควบคุม และการพ่น เอทีฟอน ความเข้มข้น 200, 400, 600 และ 800 ppm ผลการทดลอง พบว่า เอทีฟอนสามารถเร่งกระบวนการสุกของผลกาแฟได้ โดยการใช้ความเข้มข้น 800 ppm ช่วยให้ผลกาแฟเข้าสู่กระบวนการสุกได้เร็วและสามารถเก็บเกี่ยวได้สูงถึง 33.13 เปอร์เซ็นต์หลังการพ่นสารในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ส่วนความเข้มข้นที่ต่ำที่สุดคือ 200 ppm มีผลการหลุดร่วงต่ำที่สุด แต่ยังสามารถเร่งกระบวนการสุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การใช้สารละลายเอทีฟอนยังช่วยเพิ่มน้ำหนักของผลกาแฟ โดยผลที่</p> <p>ได้รับสารละลายเอทีฟอนที่ความเข้มข้น 200 ppm มีน้ำหนักมากที่สุด ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการพ่นเอทีฟอนความเข้มข้นที่ 200 มิลลิกรัมต่อลิตรเหมาะสมสำหรับการเร่งการสุกของผลกาแฟเนื่องจากหลังการพ่นสารมีการหลุดร่วงของผลน้อย มีร้อยละการเก็บเกี่ยวที่สูงกว่ากรรมวิธีควบคุม มีปริมาณน้ำหนักสด และความยาวเมล็ดมากกว่ากรรมวิธีอื่นๆ</p>
อำพล สอนสระเกษ
คชพัฒน์ ส่างขุน
ภาวนา ชมภูวงษ์
ราเชนทร์ ไคร่ครวญ
ธนะภูมิ เหล่าจันตา
นพพร บุญปลอด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management
2026-07-14
2026-07-14
9 2
148
156
-
ผลของการใช้ถ่านชีวภาพจากเศษไม้แปรรูปต่อการเจริญเติบโตของผักสลัดกรีนโอ๊ค
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/970
<p>ถ่านชีวภาพเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนโดยตรงแล้ว ยังมีประโยชน์ทางอ้อมในแง่ของการส่งเสริมการเจริญเติบโต รวมถึงผลผลิตของพืช อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของถ่านชีวภาพนั้นย่อมมีความแตกต่างเนื่องจากวัสดุต้นกำเนิด รวมถึงแนวทางในการใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี และปุ๋ยอินทรีย์ งานวิจัยนี้ทำการศึกษาการใช้ถ่านชีวภาพและถ่านชีวภาพผสมมูลไส้เดือนเป็นวัสดุปรับปรุงดินต่อการเจริญเติบโตของผักสลัดกรีนโอ๊ค วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์จำนวน 4 ซ้ำ 5 ตำรับทดลอง ได้แก่ 1) ควบคุมหรือไม่ใส่ถ่านชีวภาพ 2) ใส่ถ่านชีวภาพ 1เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักดิน 3) ใส่ถ่านชีวภาพ 2 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักดิน 4) ใส่ถ่านชีวภาพผสมมูลไส้เดือน 1 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักดิน และ 5) ใส่ถ่านชีวภาพผสมมูลไส้เดือน 2 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักดิน ผลการทดลองพบว่าการใส่ถ่านชีวภาพและถ่านชีวภาพผสมมูลไส้เดือนมีผลให้ความสูงต้น เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น น้ำหนักสดต้น และน้ำหนักแห้งต้น เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มตำรับทดลองที่ใส่ถ่านชีวภาพผสมมูลไส้เดือน 2 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักดิน (MB2) ทำให้ความสูงต้น (15.75 เซ็นติเมตร) เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น (8.65 มิลลิเมตร) น้ำหนักสดต้น (82.33 กรัม) และน้ำหนักแห้งต้น (4.97 กรัม) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ ในขณะที่ตำรับอื่น ๆ มีค่าความสูงต้นอยู่ในช่วง 14.00-14.75 เซ็นติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 6.53-6.80 มิลลิเมตร น้ำหนักสดต้น 62.95-76.45 กรัม และน้ำหนักแห้งต้น 4.00-4.50 กรัม สำหรับค่าการเจริญเติบโตอื่น ๆ ไม่มีความแตกต่างทางสถิติระหว่างตำรับทดลอง</p>
วันวิสาข์ วัฒนะพันธ์ศักดิ์
ณัชชา ศรหิรัญ
ธรรมธวัช แสงงาม
ใยไหม ช่วยหนู
พงษ์เพชร พงษ์ศิวาภัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management
2026-07-14
2026-07-14
9 2
157
165