วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่</strong><strong> : </strong></p> <p>วารสารกำหนดออกเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ และตีพิมพ์ทุก ๆ 4 เดือน/ปี </p> <p>ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : วารสารมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความทางด้านเกษตรศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่</p> <p> 1. สาขาพืชไร่นา</p> <p>2.สาขาพืชสวน</p> <p>3.สาขาปฐพีวิทยา</p> <p>4.สาขาโรคพืช</p> <p>5.สาขากีฎวิทยา</p> <p>6.สาขาสัตวศาสตร์</p> <p>7.สาขาเกษตรกลวิธาน</p> <p>8.สาขาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร</p> <p>9.สาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p>โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา นักวิจัย ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ตลอดจนบุคคลทั่วไป</p> <h4>วัตถุประสงค์ </h4> <p>เพื่อส่งเสริม พัฒนา และยกระดับการผลิตผลงานวิจัย ตลอดจนเพิ่มทางเลือกให้กับบุคคลทั่วไปส่งผลงานวิจัยลงตีพิมพ์/ เผยแพร่</p> <p><strong>การตอบรับบทความ</strong></p> <p>บทความทุกบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการต้องผ่านการประเมินจาก<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน</strong> <strong>แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</strong> และผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาตอบรับการตีพิมพ์จำนวน 2 ท่านจากจำนวน 3 ท่าน เมื่อผ่านการประเมินแล้ว กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจแก้ไขเรื่องที่ส่งพิมพ์ตามที่เห็นสมควร และไม่รับพิจารณาต้นฉบับที่ไม่เป็นตามหลักเกณฑ์การตีพิมพ์ของวารสารฯ</p> <p>*กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจและแก้ไขบทความที่เสนอเพื่อการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ</p> <p>*The Editorial Board Claims a right to review and correct all articles submitted for publishing</p> <p>กองบรรณาธิการวารสาร <strong>ไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าทำเนียมการตีพิมพ์บทความในทุกขั้นตอน (Processing fees and/or Article Page) จากผู้นิพนธ์บทความ</strong></p> th-TH chonnatcha.tob@gmail.com (Chonnatcha Tonthong,ชลณัฐชา ตันทอง) duangkamol.d@ku.th (duangkamol duangchumphol,ดวงกมล ด้วงจุมพล) Sat, 18 Jul 2026 12:34:44 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจปลูกผักในโรงเรือนของเกษตรกร ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/953 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจปลูกผักในโรงเรือน ประชากรที่ใช้ศึกษาคือ เกษตรกรผู้ปลูกผักในโรงเรือน ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ที่ขึ้นทะเบียนในโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงขุนสถาน ปี 2566 จำนวน 180 ราย กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรทาโร ยามาเน ที่ระดับความคลาดเคลื่อน 0.05 ได้กลุ่มตัวอย่าง 125 ราย โดยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ พบว่า เกษตรกรมีอายุ เฉลี่ย 42.73 ปี ประสบการณ์ฝึกอบรมศึกษาดูงาน เฉลี่ย 4.20 ครั้ง และประสบการณ์ปลูกผักในโรงเรือน เฉลี่ย 5.51 ปี พื้นที่ถือครองทางการเกษตร เฉลี่ย 16.74 ไร่ รายได้ภาคการเกษตร เฉลี่ย 193,160.00 บาท ต้นทุนปลูกผักกินใบ เฉลี่ย 18,664.71 บาท และต้นทุนปลูกผักกินผล เฉลี่ย 69,483.87 บาท โดยปัจจัยที่มีผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจปลูกผักในโรงเรือนของเกษตรกร คือ ต้นทุนการปลูกผักกินผลในโรงเรือน ขณะที่อายุของเกษตรกรมีผลเชิงลบต่อการตัดสินใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้น ควรส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ปลูกผักในโรงเรือนเพื่อลดต้นทุนการผลิตและลดการระบาดของแมลงศัตรูพืชในสภาวะการณ์เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</p> อัจฉริยา โตนะโพ, นารีรัตน์ สีระสาร, ปริชาติ ดิษฐกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/953 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700 การประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ภาคใต้ชายแดน ของกลุ่มสหกรณ์โคเนื้อมือนารอ จังหวัดนราธิวาส https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/990 <p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์โคเนื้อมือนารอและประเมินผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานเชิงประจักษ์ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ภาคใต้ชายแดนของกลุ่มสหกรณ์โคเนื้อมือนารอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ใช้วิธีการศึกษาด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ กำหนดกลุ่มผู้มีส่วนร่วมและประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ ประธานและกรรมการกลุ่มสหกรณ์โคเนื้อมือนารอ จำนวน 2 คน และ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2 กลุ่ม ประกอบด้วย เกษตรกรหรือผู้ประกอบการและวิทยากร จำนวน 15 คน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ การสังเกต และแบบสอบถามตามตัวแบบซิป และวิเคราะห์ผลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์โคเนื้อมือนารอ 2 ผลิตภัณฑ์ คือ ลูกชิ้นเนื้อและเนื้อฝอย ส่วนระดับการประเมินผลด้วยตัวแบบซิป พบว่า ในภาพรวมเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอยู่ในระดับดีมาก ด้านบริบทอยู่ในระดับดีมาก โดยระดับมากที่สุด คือ ความเข้าใจเกี่ยวกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของโครงการ ด้านปัจจัยนำเข้าอยู่ในระดับดีมาก โดยระดับมากที่สุด คือ ระดับความสอดคล้องระหว่างรูปแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับความต้องการของชุมชน ด้านกระบวนการอยู่ในระดับดี โดยระดับมากที่สุด คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้ประกอบการหรือชุมชนระหว่างดำเนินโครงการ และด้านผลที่ได้รับอยู่ในระดับดีมาก โดยระดับมากที่สุด คือ ระดับความพึงพอใจด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและระดับความพึงพอใจด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ</p> ทวนธง ครุฑจ้อน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/990 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700 ผลของสารละลายน้ำตาลซูโครสและการบรรจุแบบสุญญากาศต่อปริมาณเบต้าแคโรทีนในเนื้อจำปาดะแช่เยือกแข็ง https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/981 <p>จำปาดะ เป็นผลไม้อัตลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชและเป็นพืชที่เป็นแหล่งของเบต้าแคโรทีนของประชาชนในพื้นที่ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเตรียมเนื้อจำปาดะในสารละลายน้ำตาลซูโครสความเข้มข้น 20 องศาบริกซ์ และ 40 องศาบริกซ์ และการบรรจุแบบสุญญากาศต่อปริมาณเบต้าแคโรทีนและคุณภาพทางด้านสีของเนื้อจำปาดะเมื่อผ่านการละลายหลังจากการแช่เยือกแข็ง เปรียบเทียบกับเนื้อจำปาดะสด วิเคราะห์ผลที่ระยะเวลา 0 และ 6 เดือน ผลการศึกษาพบว่า การแช่เยือกแข็งทำให้ปริมาณเบต้าแคโรทีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>≤ 0.05) การแช่เนื้อจำปาดะในสารละลายน้ำตาลซูโครสช่วยรักษาปริมาณเบต้าแคโรทีนได้ โดยเฉพาะที่ความเข้มข้น 40 องศาบริกซ์ อย่างไรก็ตามการบรรจุแบบสุญญากาศไม่ได้ส่งผลต่อปริมาณเบต้าแคโรทีนและคุณภาพทางด้านสีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>&gt; 0.05) การศึกษาครั้งนี้จึงเสนอแนะว่าการใช้สารละลายน้ำตาลซูโครสความเข้มข้นสูงขึ้นร่วมกับการควบคุมเพื่อลดขนาดของผลึกน้ำแข็ง อาจเป็นวิธีการที่ช่วยรักษาปริมาณสารเบต้าแคโรทีนในเนื้อจำปาดะแช่เยือกแข็งให้คงอยู่ได้ ถึงแม้ว่าปริมาณสารเบต้าแคโรทีนในเนื้อจำปาดะอาจน้อยกว่าพืชชนิดอื่น แต่การเลือกบริโภควัตถุดิบที่เป็นผลผลิตภายในท้องถิ่น ย่อมเป็นการช่วยส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากพืชพื้นถิ่น ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารต่อไปในอนาคต</p> จตุพร คงทอง, จันทิรา วงศ์วิเชียร, จุฑาภรณ์ ลิ่มสุวรรณมณี, นฤมล มีบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/981 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700 ความต้านทานสารกำจัดวัชพืชหลายกลุ่มในหญ้าข้าวนกต้านทานสารไพริเบนโซซิมในนาข้าว https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1003 <p>หญ้าข้าวนกเป็นวัชพืชร้ายแรงที่พบทั่วไปในนาข้าว ส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยการใช้สารไพริเบนโซซิม ซึ่งเป็นสารที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ acetolactate synthase (ALS) ในปัจจุบันเกษตรกรหลายรายในพื้นที่ ต.กระจัน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เริ่มสังเกตเห็นว่าการใช้สารไพริเบนโซซิมไม่สามารถควบคุมหญ้าข้าวนกได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีประสิทธิภาพในการควบคุมได้ดี การศึกษาในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดว่า หญ้าข้าวนกมีการพัฒนาความต้านทานต่อสารสารไพริเบนโซซิม จริงหรือไม่ ตลอดจนทดสอบความต้านทานสารหลายกลุ่มไปยังสารกำจัดวัชพืชที่มีตำแหน่งปฏิกิริยาในการยับยั้งพืชที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชที่เกษตรกรนิยมนำมาใช้ในการควบคุมหญ้าข้าวนกในนาข้าว เก็บตัวอย่างเมล็ดหญ้าข้าวนกจากแปลงเกษตรกรที่มีปัญหาเนื่องจากการใช้สารไพริเบนโซซิม เพื่อศึกษาการตอบสนองทางสรีรวิทยาของหญ้าข้าวนกที่มีต่อสารไพริเบนโซซิมในสภาพเรือนทดลอง เมื่อพิจารณาค่า <em>I</em><em><sub>50</sub></em> จากความเป็นพิษ ที่ 7 10 14 และ 21 วันหลังได้รับสาร และค่า <em>GR</em><em><sub>50</sub></em> จากความสูงและน้ำหนักสดของหญ้าข้าวนกทั้งสองไบโอไทป์ ที่ 14 และ 21 วันหลังจากได้รับสาร พบว่า ไบโอไทป์ต้านทานสารมีค่าดัชนีของความต้านทานสารสูงกว่าไบโอไทป์ที่อ่อนแอมากถึง 25.70-42.74 เท่า จากนั้น ศึกษาความต้านทานสารกำจัดวัชพืชหลายกลุ่มของหญ้าข้าวนกไบโอไทป์ต้านทานสารไปยังสารในกลุ่มอื่น ๆ ที่มีตำแหน่งการเกิดปฏิกิริยาในการยับยั้งภายในพืชที่แตกต่างกัน พบว่า หญ้าข้าวนกไบโอไทป์ต้านทานสาร มีวิวัฒนาการเกิดความต้านทานสารหลายกลุ่มไปยังสาร โคลมาโซน (สารที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ DOXP synthase) และไซฮาโลฟอป-บิวทิล (สารที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ACCase) แต่ไม่เกิดความต้านทานสารหลายกลุ่มไปยังสารโพรพานิล (สารที่ยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ระบบแสง II) และโพรพรอกซิดิม (สารที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ACCase) จึงทำให้มีประสิทธิภาพในการควบคุมหญ้าข้าวนกไบโอไทป์ต้านทานสารไพริเบนโซซิมได้ตามอัตราแนะนำ จากข้อมูลการศึกษาในครั้งนี้ เกษตรกรควรมีการสับเปลี่ยนกลุ่มการใช้สารเป็นโพรพานิลและโพรพรอกซิดิม เพื่อควบคุมและลดจำนวนประชากรของหญ้าข้าวนกไบโอไทป์ต้านทานสารไพริเบนโซซิมในนาข้าวต่อไป</p> จิราพร อินเต็ม, จำเนียร ชมภู, ทศพล พรพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1003 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700 เปรียบเทียบความเข้มข้นของ IAA ต่อการเจริญเติบโตและออกรากของท่อนพันธุ์ปักชำมันเลือด https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/986 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเข้มข้นของสาร IAA ต่อการเจริญเติบโต และการออกรากของท่อนพันธุ์มันเลือดที่ขยายพันธุ์แบบปักชำ โดยตัดเถาของต้นมันเลือดอายุ 6 เดือน แบ่งท่อนพันธุ์เป็นกลุ่มเพื่อจุ่ม IAA ที่ระดับความเข้มข้น 50 100 150 200 และ 0 ppm (กลุ่มควบคุม) แล้วนำไปปักชำ จากผลการทดลองพบว่า การจุ่มท่อนพันธุ์ใน IAA ทุกความเข้มข้นมีแนวโน้มให้การเจริญเติบโตส่วนเหนือดินหลังปักชำคือความยาวเถา และจำนวนใบ ดีกว่ากลุ่มควบคุม โดยการจุ่ม IAA 100 ppm ส่งผลให้ท่อนพันธุ์หลังปักชำ 35 วัน มีแนวโน้มให้ความยาวเถามากที่สุด เท่ากับ 44.86±22.38 เซนติเมตร ในขณะที่การใช้ IAA 50 ppm ส่งผลให้ท่อนพันธุ์มีจำนวนใบมากที่สุด เท่ากับ 6.00±3.87 และ 6.40±3.91 ใบ หลังปักชำเป็นเวลา 28 และ 35 วัน ตามลำดับ ด้านเปอร์เซ็นต์การรอด หลังปักชำเป็นเวลา 90 วัน พบว่าท่อนพันธุ์ปักชำมีการรอดตายสูงสุด เท่ากับ 73 เปอร์เซ็นต์ ที่ในกลุ่มที่ได้รับ IAA 150 ppm ส่วน IAA ที่ระดับความเข้มข้น 100 ppm ส่งเสริมการเจริญเติบโตของหัวใต้ดินของมันเลือดหลังปักชำดีที่สุด เมื่อพิจารณาจำนวนราก และความยาวราก และน้ำหนักสดของหัวที่เกิดใหม่ ที่มีค่าเท่ากับ 9.31±2.98 ราก 42.46±6.51 เซนติเมตร และ 4.84±1.65 กรัม ตามลำดับ รองลงมาคือการใช้ IAA 50 ppm แต่ให้เปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตต่ำสุด (47%) ในขณะที่การใช้ IAA ที่ความเข้มข้นเพิ่มมากขึ้นคือ 150 และ 200 ppm ให้การเจริญเติบโตของหัวใต้ดินไม่แตกต่างกับกลุ่มที่ไม่ใช้ฮอร์โมน</p> อนุสรา จบศรี, นพรัตน์ ไพโรจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/986 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700 ผลของสารกำจัดวัชพืช 2,4-ดี-ไดเมทิลแอมโมเนียม ต่อจำนวนประชากรของจุลินทรีย์ดินในแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จังหวัดนครราชสีมา https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1016 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของสารกำจัดวัชพืชต่อจำนวนประชากรของจุลินทรีย์ดินที่ในพื้นที่ที่มีการใช้สารกำจัดวัชพืช 2,4-ไดคลอโรฟีนอกซีแอซีติก (2,4-D) ไดเมทิลแอมโมเนียม ในแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จังหวัดนครราชสีมา แบ่งแปลงเป็น 2 แปลงย่อย ขนาดแปลงละ 400 ตารางเมตร ได้แก่แปลงที่พ่นเฉพาะสาร 2,4-D ตามอัตราแนะนำเพียงอย่างเดียวอัตรา 120 กรัมต่อสารออกฤทธิ์ต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยไม่มีการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชชนิดอื่น และแปลงที่ไม่มีการพ่นสาร 2,4-D เก็บตัวอย่างดินก่อนพ่นสาร และหลังพ่นสารแปลงละ 5 รอบ ได้แก่ หลังพ่นสาร 2 และ 4 ชั่วโมง 1, 3 และ 7 วัน นำมาวิเคราะห์สมบัติดินและนับปริมาณจุลินทรีย์ดิน พบว่าในการพ่นสาร 2,4-D ส่งผลกระทบต่อปริมาณแบคทีเรียและราที่เลี้ยงได้บนอาหารเลี้ยงเชื้อในแปลงควบคุมและแปลงพ่นสาร 2,4-D มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยแบคทีเรียแปลงพ่นสาร 2,4-D ที่ 2 และ 4 ชั่วโมงมีการเจริญเพิ่มขึ้นสูงกว่าแปลงควบคุม มีค่า 6.59 และ 6.73 Log<sub>10</sub> CFU ปริมาณราในแปลงควบคุมมีปริมาณมากกว่าแปลงพ่น 2,4-D ที่ 2 และ 4 ชั่วโมง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.52 และ 5.62 Log<sub>10</sub> CFU ส่วนแอกทิโนไมซีตที่เลี้ยงได้บนอาหารเลี้ยงเชื้อไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปริมาณ 2,4-D ที่ตกค้างในดินหลังพ่น 2 และ 4 ชั่วโมง มีค่า 0.61 และ 0.30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมดิน และหลังพ่นสาร 2,4-D ที่ 1, 3 และ 7 วัน ตรวจไม่พบปริมาณ 2,4-D ที่ตกค้างอยู่ เมื่อนำมาหาความสัมพันธ์ของสมบัติดิน ปริมาณจุลินทรีย์ และปริมาณ 2,4-D พบว่าปริมาณ 2,4-D มีความสัมพันธ์กับปริมาณแบคทีเรีย คือเมื่อปริมาณ 2,4-D เพิ่มส่งผลต่อการเจริญของแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังสัมพันธ์กับปริมาณอินทรียวัตถุ อนุภาคดินเหนียว และความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออน ซึ่งจุลินทรีย์ที่ทนต่อสารกำจัดวัชพืช 2,4-D สามารถนำไปศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการนำจุลินทรีย์ดินไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและการย่อยสลายสารกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างในดิน</p> บุณฑริก ฉิมชาติ, จิตรา เกาะแก้ว, อำนาจ เอี่ยมวิจารณ์, กนกอร บุญพา, สนธยา ขำติ๊บ, มนต์ชัย มนัสสิลา, จันทิมา ผลกอง, ธวัชชัย อินทร์บุญช่วย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1016 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700 ผลของโภชนะที่ย่อยได้ทั้งหมดในอาหารข้นสูตรทางการค้าต่อสมรรถภาพการผลิต ลักษณะซาก และต้นทุนค่าอาหารในการขุนโคนมเพศผู้ตอน https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1008 <p>อาหารข้นเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเลี้ยงโคขุนให้มีสมรรถภาพการผลิตที่ดี การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการใช้อาหารทางการค้าที่มีปริมาณโปรตีนหยาบใกล้เคียงกัน (13.08 ± 0.44 เปอร์เซ็นต์วัตถุแห้ง) แต่มีโภชนะที่ย่อยได้ทั้งหมดแตกต่างกัน (66.43 vs 70.68 เปอร์เซ็นต์วัตถุแห้ง) ในการขุนโคนมเพศผู้ โดยใช้โคนมเพศผู้ตอน (อายุ 26 ถึง 28 เดือน) น้ำหนักเฉลี่ย 493.32 ± 31.65 กิโลกรัม จำนวน 30 ตัว แบ่งโคออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 15 ตัว วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ สุ่มโคแต่ละกลุ่มให้ได้รับอาหารข้นทางการค้าหนึ่งสูตร จาก 2 สูตร คือ อาหารข้นทางการค้า A (มีเยื่อใยสูงและโภชนะที่ย่อยได้ทั้งหมดต่ำ) และอาหารข้นทางการค้า B (มีเยื่อใยต่ำและโภชนะที่ย่อยได้ทั้งหมดสูง) แบ่งการให้อาหารออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกและระยะท้ายของการขุน โดยให้อาหารข้น 7 และ 8 กิโลกรัม/ตัว/วัน ตามลำดับ และให้หญ้าเนเปียร์หมักกินอย่างเต็มที่ โดยในระยะท้ายของการขุนเสริมฟางข้าว 1 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน ทำการเลี้ยงโคขุนจนกระทั่งโคมีน้ำหนักเฉลี่ย 667.0 ± 39.60 กิโลกรัม และนำโคเข้าแปรสภาพ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมด้วย Sample T-test ผลการศึกษาพบว่าโคขุนที่ได้รับอาหารข้นทางการค้า B มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวันสูงกว่าโคที่ได้รับอาหารข้นทางการค้า A (P &lt; 0.05) ทำให้ลดระยะเวลาในการขุนโคลงได้ 61 วัน นอกจากนี้ยังพบว่าโคที่ได้รับอาหารข้นทางการค้า B มีต้นทุนค่าอาหารต่อการเพิ่มน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมน้อยกว่าหรือลดต้นทุนค่าอาหารในการขุนโคลงได้ เมื่อเทียบกับการใช้อาหารข้นทางการค้า A ในขณะที่โคขุนที่มีน้ำหนักเข้าฆ่า 667.0 ± 39.60 กิโลกรัม มีลักษณะซากไม่แตกต่างกัน (P &gt; 0.05) สรุปได้ว่าอาหารข้นที่มีปริมาณโปรตีนใกล้เคียงกันและมีโภชนะที่ย่อยได้ทั้งหมดสูงจะทำให้โคขุนมีสมรรถภาพการผลิตที่ดีและช่วยลดระยะเวลาในขุนโคลงได้</p> อัญชลี คงประดิษฐ์, คงปฐม กาญจนเสริม, ประหยัด ทิราวงศ์, วัชราภรณ์ บุญแสน, มณิสร ศรีสุภะ, โสภิตา บัวบาน, ปาจรีย์ กรวยทรัพย์, บุษบา แก้วโกมุท, สุริยะ สะวานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1008 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700 การประเมินความแปรปรวนทางพันธุกรรมและความสามารถในการรวมตัวของลักษณะการทนแล้งในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/995 <p>ความผันผวนของปริมาณน้ำฝนส่งผลกระทบต่อผลผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงส่งผลต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทยอีกด้วย ดังนั้น การพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมเดี่ยวที่ให้ผลผลิตสูงและมีความทนทานต่อสภาพแล้งได้ จะช่วยบรรเทาความเสียหายแก่ผลผลิตที่มีต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินความสามารถในการทนแล้งของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม และ 2) ประเมินความสามารถในการรวมตัวและอัตราพันธุกรรมของความทนแล้งในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม สร้างลูกผสมทั้งหมด 12 คู่ผสมผ่านการใช้แผนการผสมแบบ North Carolina II และนำมาทดสอบในแผนการทดลองแบบ 2 x 12 factorial in randomized complete block design จำนวน 2 ซ้ำ รวมทั้งหมด 48 หน่วยทดลอง ปัจจัยที่ 1 คือ ลูกผสม จำนวน 12 คู่ผสม ส่วนปัจจัยที่ 2 คือ รูปแบบการให้น้ำ ได้แก่ การให้น้ำแบบสม่ำเสมอ และการจำกัดการให้น้ำในบางช่วง ทำการเก็บข้อมูลน้ำหนักฝักสดหลังปอกเปลือกและคำนวนค่าดัชนีความทนแล้ง ผลการวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนและการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย พบว่า คู่ผสม Ki48 x Nei542010 และ Nei452004 x Nei542010 ให้น้ำหนักฝักสดสูงในสภาพเครียดน้ำและสภาพให้น้ำปกติ รวมถึงมีค่าดัชนีการทนทานต่อสภาพเครียดน้ำที่สูงอีกด้วย นอกจากนี้ การศึกษานี้ยังพบอีกว่า ลักษณะการทนทานต่อสภาพเครียดน้ำของข้าวโพดคู่ผสมเกี่ยวข้องกับการทำงานของยีนแบบบวก ดังนั้น การเลือกสายพันธุ์พ่อแม่ที่มียีนควบคุมลักษณะดังกล่าวเป็นฮอโมไซกัสของแอลลีลที่ควบคุมลักษณะดังกล่าว จะช่วยส่งผลให้ได้ลูกผสมที่มีลักษณะความทนทานต่อสภาพแล้งได้ดี ลักษณะดังกล่าวมีอัตราการพันธุกรรมแบบแคบ (h<sup>2</sup>) ที่สูง ดังนั้น การให้ความสำคัญกับการเลือกสายพันธุ์พ่อแม่เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการพัฒนาข้าวโพดลูกผสมเดี่ยวให้มีความทนทานต่อสภาพแล้ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการบรรเทาความเสียหายของผลผลิตข้าวโพดลูกผสมที่ต้องเผชิญสภาพฝนทิ้งช่วงได้</p> ณัสมา ดลระหมาน, ปัทมา หาญนอก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/995 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700 การใช้ประโยชน์ผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมฟอกหนังต่อการเจริญเติบโต และผลผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกในชุดดินกำแพงแสน https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1043 <p>ศึกษาผลของการใช้ประโยชน์ผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมฟอกหนังต่อการเจริญเติบโต และผลผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์ซีดส์เทค 188 ที่ปลูกในชุดดินกำแพงแสน โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อค (RCBD) จำนวน 3 ซ้ำ 8 ตำรับทดลอง ผลการทดลอง พบว่า ทุกตำรับทดลองที่มีการใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินอย่างเดียว การใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการฉีดพ่นปุ๋ยชนิดเหลวจากผลพลอยได้อุตสาหกรรมฟอกหนังสูตรต่างๆ มีผลให้ความสูงต้น ค่าความเขียวของใบ น้ำหนักฝักทั้งเปลือก น้ำหนักฝักปอกเปลือก น้ำหนักเมล็ด น้ำหนัก 1,000 เมล็ด ปริมาณไนโตรเจน และปริมาณโปรตีนในเมล็ดของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใกล้เคียงกัน และแตกต่างกันทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับตำรับควบคุม ซึ่งมีผลให้ความสูงต้น ค่าความเขียวของใบ น้ำหนักฝักทั้งเปลือก น้ำหนักฝักปอกเปลือก น้ำหนักเมล็ด น้ำหนัก 1,000 เมล็ด ปริมาณไนโตรเจน และปริมาณโปรตีนในเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์น้อยที่สุด</p> อัจฉริกา สินธพานินท์, ชัยสิทธิ์ ทองจู, ธวัชชัย อินทร์บุญช่วย, อัญธิชา พรมเมืองคุก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1043 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปริมาณสารฟีนอลิก แอนโทไซยานิน และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในอ้อยดำสมุนไพร https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1044 <p>อ้อยดำเป็นพืชที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปริมาณฟีนอลิกรวม แอนโทไซยานิน และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในน้ำคั้นและชานอ้อยของอ้อยดำ 2 สายพันธุ์ และหาความสัมพันธ์ ระหว่างสารแต่ละชนิด โดยศึกษาในน้ำอ้อยที่คั้นจากลำที่ปอกเปลือกและไม่ปอกเปลือก ส่วนเปลือกอ้อย ชานอ้อย และเนื้ออ้อยของอ้อยดำสายพันธุ์ดำเขมรและราชบุรี เปรียบเทียบระหว่างการสกัดด้วยน้ำและเอทานอล 70% พบว่า น้ำคั้นที่สกัดด้วยเอทานอลจากลำที่ไม่ปอกเปลือกของพันธุ์ดำเขมรมีปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพสูงที่สุด โดยมีปริมาณฟีนอลิกรวม 328.48 µgGAE/mL ปริมาณแอนโทไซยานิน 15.30 µg/mL และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ 256.09 µgTE/mL ส่วนเปลือกและชานอ้อยสายพันธุ์ดำเขมรที่สกัดด้วยเอทานอลมีปริมาณสารฟีนอลิก แอนโทไซยานิน และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าสายพันธุ์ราชบุรี แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนเนื้ออ้อยมีค่าต่าง ๆ ใกล้เคียงกันและมีปริมาณแอนโทไซยานินต่ำมาก สารสกัดเอทานอลจากเปลือกอ้อยของสายพันธุ์ดำเขมรมีปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพสูงที่สุด โดยมีปริมาณฟีนอลิกเท่ากับ 6,937.50 µgGAE/gDW ปริมาณแอนโทไซยานิน 1,410.50 µg/gDW และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ 3,860.04 µgTE/gDW นอกจากนี้ ยังพบความสัมพันธ์สูงในเชิงบวกระหว่างปริมาณฟีนอลิกรวม แอนโทไซยานิน และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระทั้งในน้ำอ้อย เปลือกลำ และชานอ้อย (r = 0.64** ถึง 0.97**) ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับการใช้ประโยชน์จากอ้อยดำต่อไป</p> ศิริพรรณ สุขขัง, นงลักษณ์ เทียนเสรี, สมนึก พรมแดง, ปฏิวัติ สุขกุล, อภิวิชญ์ ทรงกระสินธุ์, อนุรักษ์ อรัญญนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1044 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700 ผลของสารควบคุมการเจริญเติบโตต่อการเพิ่มปริมาณยอดทวีคูณและการชักนำรากของบุกไข่ (Amorphophallus muelleri Blume) https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1336 <p>บุกไข่ (<em>Amorphophallus muelleri</em> Blume) เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพ เนื่องจากหัวมีปริมาณกลูโคแมนแนน (glucomannan) สูง อย่างไรก็ตาม การขยายพันธุ์ด้วยวิธีทั่วไปโดยใช้หัวบนใบ หัวใต้ดิน หรือเหง้า ยังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น อัตราการเพิ่มจำนวนต้นต่ำและใช้เวลานาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสูตรอาหารที่เหมาะสม โดยศึกษาผลของชนิดและความเข้มข้นของสารควบคุมการเจริญเติบโตต่อการเพิ่มปริมาณยอดทวีคูณและการชักนำรากของบุกไข่ภายใต้สภาพปลอดเชื้อ การทดลองใช้กลุ่มยอดเพาะเลี้ยงบนอาหารกึ่งแข็งสูตร MS ที่เติม benzyladenine (BA), naphthaleneacetic acid (NAA) และ indole-3-butyric acid (IBA) ในความเข้มข้นต่าง ๆ โดยออกแบบการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) ผลการทดลองพบว่า อาหารกึ่งแข็งสูตร MS ที่เติม BA 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ NAA 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเพิ่มปริมาณยอดทวีคูณ โดยให้จำนวนยอดเฉลี่ย 39.2 ± 0.5 ยอด และความยาวยอดเฉลี่ย 0.77 ± 0.02 เซนติเมตร ซึ่งแตกต่างจากสูตรอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่อาหารกึ่งแข็งสูตร MS ที่เติม IBA 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร มีประสิทธิภาพสูงสุดในการชักนำราก โดยให้จำนวนรากเฉลี่ย 13.7 ± 0.4 ราก และความยาวรากเฉลี่ย 2.14 ± 0.04 เซนติเมตร ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อบุกไข่ในการพัฒนาระบบขยายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการผลิตในระดับอุตสาหกรรม</p> เสาวนีย์ สาโรจน์, นิพิจ พินิจผล, รพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1336 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพยากรณ์ปริมาณและราคาส่งออกมะพร้าวและผลิตภัณฑ์ของประเทศไทยด้วยวิธีบ็อกซ์-เจนกินส์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1019 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพยากรณ์ปริมาณและราคาส่งออกมะพร้าวผลแก่และกะทิของประเทศไทย ใช้ข้อมูลอนุกรมเวลารายเดือนของปริมาณและราคาส่งออกมะพร้าวผลแก่และกะทิ และพยากรณ์ด้วยวิธีบ็อกซ์-เจนกินส์ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การตรวจสอบตัวแบบพยากรณ์เบื้องต้น ด้วยวิธี Augmented Dickey-Fuller (ADF) unit root และแผนภาพคอร์รีโลแกรม (2) การประมาณค่าพารามิเตอร์ ด้วยวิธี ภาวะความน่าจะเป็นสูงสุด (3) การตรวจสอบความเหมาะสมของตัวแบบพยากรณ์ ด้วยวิธี สถิติ Ljung-Box (Q<sub>LB</sub>) และ (4) การพยากรณ์ข้อมูลจนถึงเดือนธันวาคม 2568 ผลการศึกษา พบว่า ตัวแบบพยากรณ์ปริมาณและราคาส่งออกมะพร้าวผลแก่ คือ SARIMA(1,1,1)(0,1,1)<sub>12</sub> และ SARIMA(1,1,1)(0,1,1)<sub>12</sub> ตามลำดับ และตัวแบบพยากรณ์ปริมาณและราคาส่งออกกะทิ คือ SARIMA(7,1,2)(0,1,1)<sub>12</sub> และ SARIMA(5,1,6)(0,1,1)<sub>12</sub> สำหรับการพยากรณ์ในปี พ.ศ. 2568 พบว่า ปริมาณส่งออกมะพร้าวผลแก่และกะทิมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.96 และร้อยละ 2.70 ตามลำดับ ในขณะที่ ราคาส่งออกมะพร้าวผลแก่และกะทิมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกันร้อยละ 9.85 และร้อยละ 3.09 ตามลำดับ</p> ชิดชนก เล็กขาว, เฉลิมพล จตุพร, วสุ สุวรรณวิหค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1019 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการในการจัดตั้งตลาดสีเขียว อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1053 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการในการจัดตั้งตลาดสีเขียวในอำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริโภคในอำเภอดอนตูม จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ Binary Logistic Regression เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการในการจัดตั้งตลาดสีเขียว ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีความสนใจในสินค้าเกษตรปลอดภัยในระดับสูงและมีความคิดเห็นในด้านส่วนประสมการตลาด (7Cs) ในระดับสูง โดยเฉพาะด้านความสดใหม่ของสินค้า และด้านสินค้ามีคุณภาพและมาตรฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความต้องการในการจัดตั้งตลาดสีเขียว จากการวิเคราะห์ Binary Logistic Regression พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการในการจัดตั้งตลาดสีเขียวอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ อายุของผู้บริโภค ความสดใหม่ของสินค้า คุณภาพและการรับรองมาตรฐานของสินค้า รูปแบบของตลาดสีเขียว ความถี่ในการซื้อสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย สำหรับข้อเสนอแนะที่ได้จากผลการวิจัยเพื่อพัฒนาและส่งเสริมความเป็นไปได้ในการจัดตั้งตลาดสีเขียว ในอำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม มีดังนี้ 1) ควรส่งเสริมความสนใจในสินค้าเกษตรปลอดภัย โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับสินค้าเกษตรปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ และ 2) มีการพัฒนาคุณภาพสินค้า รวมถึงการจัดให้มีการตรวจสอบคุณภาพสินค้าอย่างสม่ำเสมอ</p> พัชราพรรณ คูหามุข, สนธยา สำเภาทอง, รพี ดอกไม้เทศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1053 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700 ผลของเอทีฟอนต่อการสุกและคุณภาพของผลกาแฟอาราบิก้าในจังหวัดเชียงใหม่ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1046 <p>การศึกษาผลของเอทีฟอนต่อการสุกและคุณภาพของผลกาแฟอาราบิก้าในจังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเอทีฟอน ในการกระตุ้นให้ผลกาแฟสุกพร้อมกัน วางแผนการทดลองแบบ completely randomized design (CRD) มี 5 กรรมวิธี ๆ ละ 4 ซ้ำ ๆ ละ 5 กิ่ง ได้แก่ ชุดควบคุม และการพ่น เอทีฟอน ความเข้มข้น 200, 400, 600 และ 800 ppm ผลการทดลอง พบว่า เอทีฟอนสามารถเร่งกระบวนการสุกของผลกาแฟได้ โดยการใช้ความเข้มข้น 800 ppm ช่วยให้ผลกาแฟเข้าสู่กระบวนการสุกได้เร็วและสามารถเก็บเกี่ยวได้สูงถึง 33.13 เปอร์เซ็นต์หลังการพ่นสารในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ส่วนความเข้มข้นที่ต่ำที่สุดคือ 200 ppm มีผลการหลุดร่วงต่ำที่สุด แต่ยังสามารถเร่งกระบวนการสุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การใช้สารละลายเอทีฟอนยังช่วยเพิ่มน้ำหนักของผลกาแฟ โดยผลที่ได้รับสารละลายเอทีฟอนที่ความเข้มข้น 200 ppm มีน้ำหนักมากที่สุด ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการพ่นเอทีฟอนความเข้มข้นที่ 200 มิลลิกรัมต่อลิตรเหมาะสมสำหรับการเร่งการสุกของผลกาแฟเนื่องจากหลังการพ่นสารมีการหลุดร่วงของผลน้อย มีร้อยละการเก็บเกี่ยวที่สูงกว่ากรรมวิธีควบคุม มีปริมาณน้ำหนักสด และความยาวเมล็ดมากกว่ากรรมวิธีอื่นๆ</p> อำพล สอนสระเกษ, คชพัฒน์ ส่างขุน, ภาวนา ชมภูวงษ์, ราเชนทร์ ไคร่ครวญ, ธนะภูมิ เหล่าจันตา, นพพร บุญปลอด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/1046 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้ถ่านชีวภาพจากเศษไม้แปรรูปต่อการเจริญเติบโตของผักสลัดกรีนโอ๊ค https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/970 <p>ถ่านชีวภาพเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนโดยตรงแล้ว ยังมีประโยชน์ทางอ้อมในแง่ของการส่งเสริมการเจริญเติบโต รวมถึงผลผลิตของพืช อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของถ่านชีวภาพนั้นย่อมมีความแตกต่างเนื่องจากวัสดุต้นกำเนิด รวมถึงแนวทางในการใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี และปุ๋ยอินทรีย์ งานวิจัยนี้ทำการศึกษาการใช้ถ่านชีวภาพและถ่านชีวภาพผสมมูลไส้เดือนเป็นวัสดุปรับปรุงดินต่อการเจริญเติบโตของผักสลัดกรีนโอ๊ค วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์จำนวน 4 ซ้ำ 5 ตำรับทดลอง ได้แก่ 1) ควบคุมหรือไม่ใส่ถ่านชีวภาพ 2) ใส่ถ่านชีวภาพ 1เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักดิน 3) ใส่ถ่านชีวภาพ 2 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักดิน 4) ใส่ถ่านชีวภาพผสมมูลไส้เดือน 1 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักดิน และ 5) ใส่ถ่านชีวภาพผสมมูลไส้เดือน 2 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักดิน ผลการทดลองพบว่าการใส่ถ่านชีวภาพและถ่านชีวภาพผสมมูลไส้เดือนมีผลให้ความสูงต้น เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น น้ำหนักสดต้น และน้ำหนักแห้งต้น เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มตำรับทดลองที่ใส่ถ่านชีวภาพผสมมูลไส้เดือน 2 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักดิน (MB2) ทำให้ความสูงต้น (15.75 เซ็นติเมตร) เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น (8.65 มิลลิเมตร) น้ำหนักสดต้น (82.33 กรัม) และน้ำหนักแห้งต้น (4.97 กรัม) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ ในขณะที่ตำรับอื่น ๆ มีค่าความสูงต้นอยู่ในช่วง 14.00-14.75 เซ็นติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 6.53-6.80 มิลลิเมตร น้ำหนักสดต้น 62.95-76.45 กรัม และน้ำหนักแห้งต้น 4.00-4.50 กรัม สำหรับค่าการเจริญเติบโตอื่น ๆ ไม่มีความแตกต่างทางสถิติระหว่างตำรับทดลอง</p> วันวิสาข์ วัฒนะพันธ์ศักดิ์, ณัชชา ศรหิรัญ, ธรรมธวัช แสงงาม, ใยไหม ช่วยหนู, พงษ์เพชร พงษ์ศิวาภัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ Journal of Agricultural Science and Management https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JASM/article/view/970 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700