https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/issue/feed วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน 2026-03-30T15:52:56+07:00 Asst. Prof. Dr. ‪Rungnapa Tagun‬ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งนภา ทากัน) stc_journal@cmru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน (Science and Technology to Community) มีเป้าหมายและขอบเขต ที่รับตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ด้าน 1) วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม 2) วิทยาศาสตร์กายภาพ 3) วิทยาศาสตร์สุขภาพ ดำเนินการโดย สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ วารสารเผยแพร่เป็นปีที่ 3 <br />Journal Abbreviation: Sci Tech Com<br />ISSN 2822-132X (Print)<br />ISSN 2822-1338 (Online)<br />วารสารเริ่มต้น : ปี 2566<br />ภาษา : ไทย และ อังกฤษ<br />กำหนดออก : ปีละ 6 ฉบับ ฉบับละ 8 บทความ (ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์, ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน, ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน, ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม, ฉบับที่ 5 กันยายน– ตุลาคม, ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม)<br />ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ 3,000 บาท เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมจากบทความที่ส่งมา 1 มกราคม 2569 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาประตูช้างเผือก เลขที่บัญชี 550-278761-1 ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (กองทุนสถาบันวิจัยและพัฒนา) <br />** เนื่องจากมีผู้สนใจส่ง และอยู่ในกระบวนการจำนวนมาก คิวการตีพิมพ์ ฉบับปลายปี 2569 **</p> https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1118 การตรวจจับความผิดปกติของใบหญ้าเอ็นยืด (Plantago majorjor L.) ในการเพาะปลูกด้วยการประมวลผลภาพ 2026-03-30T15:52:54+07:00 อนุสรณ์ ยอดใจเพ็ชร anusorn@rmutl.ac.th ประภาส สุวรรณ prapas@rmutl.ac.th ทักษ์ หงส์ทอง h_thak@rmutl.ac.th ประกาศิต ศรีทะแก้ว prakasit@rmutl.ac.th กาญจนา บุญทาศรี kan_boon@rmutl.ac.th วิเชษฐ ทิพย์ประเสริฐ wichet_thip@rmutl.ac.th <p>งานวิจัยนี้นำเสนอระเบียบวิธีสำหรับการตรวจจับความผิดปกติของใบหญ้าเอ็นยืด (<em>Plantago major</em> L.) ภายใต้บริบทการเพาะปลูก โดยบูรณาการการประมวลผลภาพร่วมกับการเรียนรู้เชิงลึก กระบวนการดำเนินงานประกอบด้วยการเก็บรวบรวมภาพใบจากสภาพแวดล้อมจริง การปรับปรุงคุณภาพภาพและการจัดเตรียมชุดข้อมูล การกำหนดป้ายกำกับ (Annotation) และการฝึกแบบจำลองตรวจจับวัตถุ YOLOv8 เพื่อใช้ตรวจจับและจำแนกความผิดปกติของใบเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ใบเหลือง ใบมีร่องรอยการถูกทำลายจากแมลง และใบเป็นรู นอกจากนี้ ได้พัฒนาและนำเสนอระบบต้นแบบในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชัน เพื่อรองรับการส่งภาพเข้าสู่ระบบและแสดงผลการตรวจจับในลักษณะเกือบเวลาจริง (Near real-time) ผลการทดสอบแสดงว่าแบบจำลองสามารถจำแนกความผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ค่า mAP@0.5 เท่ากับ 0.95 แนวทางที่นำเสนอมีศักยภาพในการสนับสนุนการเฝ้าระวังสุขภาพพืชและลดภาระการตรวจสอบด้วยแรงงาน ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของระบบมุ่งเน้นการคัดกรองความผิดปกติจากอาการที่ปรากฏบนใบในระดับอาการ (Symptom-level) และมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันโรคหรือสาเหตุเชิงวินิจฉัยของความผิดปกติ</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1239 การประเมินปริมาณคาร์บอนอินทรีย์ในดินจากค่าความสว่างด้วยเซนเซอร์วัดสีแบบประหยัด 2026-03-30T15:52:52+07:00 สราวุฒิ สมนาม sarawut_som@cmru.ac.th มิกิ กัณณะ miki_kan@cmru.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าสีของดินกับปริมาณร้อยละคาร์บอนอินทรีย์ (%OC) โดยใช้เซนเซอร์วัดสี TCS34725 ที่มีราคาประหยัดร่วมกับไมโครคอนโทรลเลอร์ ESP32 ได้เก็บดินจำนวน 50 ตัวอย่างนำมาวิเคราะห์ค่าสีในระบบ RGB และแปลงเป็นระบบ CIELAB พร้อมทั้งวัดปริมาณร้อยละคาร์บอนอินทรีย์ด้วยวิธี Walkley-Black นอกจากนี้ได้วัดค่า pH ของดินเพื่อประกอบการวิเคราะห์ ตัวอย่างดินมีค่า pH เฉลี่ย 6.6 (ช่วง 5.42-7.75) ซึ่งอยู่ในระดับกรดอ่อนถึงเป็นกลาง และมีปริมาณร้อยละคาร์บอนอินทรีย์ในช่วง 0.059-1.091%OC ผลการศึกษาพบว่าค่าความสว่าง (L*) ในระบบ CIELAB มีความสัมพันธ์เชิงลบกับ %OC อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 1.25 × 10<sup>-7</sup>) และสร้างสมการถดถอยเชิงเส้น %OC = 0.868 – 0.0148L*เพื่อประเมิน %OC โดยแบบจำลองนี้มีค่า R² และ RMSE เท่ากับ 0.4445 และ 0.1796 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าเซนเซอร์วัดสีสามารถใช้เป็นเครื่องมือเบื้องต้นสำหรับประเมินคาร์บอนอินทรีย์ในดินได้อย่างรวดเร็วและประหยัด อย่างไรก็ตาม ค่าสีอื่นในระบบ CIELAB (a*, b*) และค่าผลคูณ R×G×B ไม่แสดงความสัมพันธ์กับ %OC อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง pH กับค่าสีและ %OC พบว่าไม่มีความสัมพันธ์ทางสถิติที่ชัดเจน แสดงว่าค่า pH ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อสีของดินในการศึกษานี้</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1111 การจำแนกกลุ่มและการจัดการการผลิตข้าวของเกษตรกรทำนาข้าวอินทรีย์ ในอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา 2026-03-30T15:52:56+07:00 ปริยากร บุญส่ง priyakorn.bu@gmail.com เธียรชัย พันธ์คง thienchai@hu.ac.th ปุรวิชญ์ พิทยาภินันท์ purawich.p@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จำแนกกลุ่มเกษตรกรทำนาข้าวอินทรีย์ และ 2) ประเมินการดำเนินงานในกิจกรรมการผลิตข้าวของเกษตรกรในอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 ราย ด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์จัดกลุ่มและสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรสามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มเกษตรกรรายใหม่ (ร้อยละ 94.00) มีประสบการณ์น้อยกว่า 5 ปี พื้นที่เพาะปลูกน้อยกว่า 20 ไร่ และผลผลิตเฉลี่ย 550 กิโลกรัม/ไร่ 2) กลุ่มเกษตรกรระยะเปลี่ยนผ่าน (ร้อยละ 4.80) มีประสบการณ์ 5–10 ปี พื้นที่ 21–30 ไร่ และผลผลิตเฉลี่ย 625 กิโลกรัม/ไร่ และ 3) กลุ่มเกษตรกรที่มีความเชี่ยวชาญ (ร้อยละ 1.20) มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พื้นที่มากกว่า 30 ไร่ และผลผลิตเฉลี่ย 725 กิโลกรัม/ไร่ เกษตรกรกลุ่มแรกมีปัญหาเรื่องการจัดการศัตรูพืชและ การเข้าถึงตลาด กลุ่มที่สองมีอุปสรรคในการยกระดับมาตรฐานและเพิ่มมูลค่าให้ข้าวอินทรีย์ และกลุ่มสุดท้ายมีข้อจำกัดด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเข้าสู่ตลาดระดับสูง สำหรับการดำเนินกิจกรรมการผลิตพบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ปฏิบัติสอดคล้องกับหลักการเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะในด้านการเลือกพันธุ์ข้าว การจัดการน้ำ และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดที่ควรพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ การวิเคราะห์ดินประจำปี การใช้ปูนมาร์ลหรือขี้เถ้าในการปรับปรุงดิน และการปลูกพืชไล่แมลงบนคันนา ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ควรออกแบบมาตรการสนับสนุนที่สอดคล้องกับลักษณะของเกษตรกรแต่ละกลุ่ม ส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การทำนาข้าวอินทรีย์ และการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการผลิตและการตลาด</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1288 การรู้เท่าทันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการปฏิบัติงานของนักวิชาการเกษตร กรมการข้าว 2026-03-30T15:52:45+07:00 ทวินัน จังพานิช tawinan.ju@ku.th พิชัย ทองดีเลิศ agrpct@ku.ac.th ชลาธร จูเจริญ fagrchch@ku.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการรู้เท่าทันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการปฏิบัติงานของนักวิชาการเกษตร และเปรียบเทียบการรู้เท่าทันในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ทั้ง 4 ด้าน จำแนกตามลักษณะพื้นฐานส่วนบุคคล และลักษณะการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือนักวิชาการเกษตรของกองเมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว ส่วนกลางและภูมิภาคจำนวน 32 ศูนย์ ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 131 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยค่า t-test F-test และวิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี LSD<br />ผลการวิจัยพบว่า พบว่า นักวิชาการเกษตรมีการรู้เท่าทันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.70) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า นักวิชาการเกษตรที่มีตำแหน่งงานแตกต่างกัน ประสบการณ์การทำงานแตกต่างกันและความถี่ในการใช้งานปัญญาประดิษฐ์แตกต่างกันจะมีการรู้เท่าทันในการใช้ปัญญาประดิษฐ์แตกต่างกัน (p&lt;0.05) ปัญหาการรู้เท่าทันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของนักวิชาการเกษตร คือ การใช้และประยุกต์ใช้ยังคงอยู่ในระดับปานกลางซึ่งเป็นผลของการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่รวดเร็ว ทำให้นักวิชาการเกษตรที่มีอายุมากเกิดปัญหาเรื่องการใช้งานและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ซึ่งทำให้การใช้ประโยชน์จากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้นักวิชาการเกษตรควรมีการติดตามข่าวสารและการตระหนักถึงการใช้งานปัญญาประดิษฐ์อย่างมีจริยธรรมอยู่เสมอเพื่อนำมาพัฒนาและรู้เท่าทันการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ ในด้านการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเกษตร อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1260 ต้นแบบการใช้ปัญญาประดิษฐ์คัดเกรดมะม่วงมหาชนกส่งออก โดยใช้เทคนิค การเรียนรู้เชิงลึก 2026-03-30T15:52:50+07:00 อุดร จิตจักร udon.ji@rmu.ac.th กนกลดา ท้าวไทยชนะ kanoklada.nuch2025@gmail.com สุอารีย์ นครพันธุ์ suaree.na@rmu.ac.th เพ็ญนารถ กลั่นวารี pkk5120@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการคัดเกรดมะม่วงมหาชนกสำหรับส่งออก โดยประยุกต์ใช้เทคนิคการเรียนรู้เชิงลึก (Deep learning) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และความแม่นยำ ในกระบวนการคัดเกรดมะม่วงมหาชนก การรวบรวมข้อมูลได้จากรูปถ่ายมะม่วงมหาชนกจำนวน 1,000 รูป ซึ่งถูกกำหนดเป็นเกรดภายใต้ใช้เงื่อนไข ได้แก่ รอยตำหนิของเปลือก (เป็นปัจจัยหลัก) ความแก่ (ร้อยละ85 – 90) รูปร่าง (ไม่บิดเบี้ยว) น้ำหนัก (ระหว่าง 300–500 กรัม) โดยกำหนดเป็นเกรด A, เกรด B, เกรด C, และเกรด D โดยใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์โปรแกรม CiRA CORE ในการตรวจจับและจำแนกมะม่วงมหาชนก ที่ผ่านฝึกฝนให้จดจำคุณลักษณะของแต่ละเกรดเพื่อเป็นต้นแบบเกรดส่งออก ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าต้นแบบปัญญาประดิษฐ์มีประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยมีค่า F1-Score เฉลี่ยรวมร้อยละ 91.90 และมีประสิทธิภาพที่โดดเด่นในการจำแนกมะม่วงมหาชนก โดยเกรด A มีค่า F1-Score สูงสุดที่ร้อยละ 96.20 (Precision 97.40%, Recall 95.00%) ตามมาด้วยเกรด B ที่ร้อยละ 95.20 (Precision 94.00%, Recall 96.50%) สำหรับเกรด C และ D มีค่า F1-Score ที่ร้อยละ 89.00 (Precision 90.00%, Recall 88.00%) และร้อยละ 87.20 (Precision 85.50%, Recall 89.00%) ตามลำดับ</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1296 การพัฒนาเกมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการจัดการขยะในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม 2026-03-30T15:52:43+07:00 ธนรัฐ โชติพันธ์ tanarat.c@ubru.ac.th เสาวลักษณ์ ไทยกลาง Saowaluk.t@ubru.ac.th สันทนีย์ กิจเพิ่มเกียรติ Santanee.k@ubru.ac.th ธิติพร ชาญศิริวัฒน์ thitiporn.c@ubru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเกมส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการจัดการขยะในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพเกมส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการจัดการขยะในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจและเปรียบเทียบระดับความรู้เรื่องการแยกขยะก่อนและหลังการเล่นเกมส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการจัดการขยะในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม การศึกษาเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจในการคัดแยกขยะอย่างถูกต้องควบคู่กับการแนะนำแหล่งท่องเที่ยวภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม วิธีการวิจัยเริ่มจากการศึกษาข้อมูลเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการคัดแยกขยะ ประเภทของขยะ และสถานที่ท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม จากนั้นดำเนินการเก็บข้อมูลภาคสนามโดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่อุทยานและนักท่องเที่ยว เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการออกแบบและพัฒนาเกมด้วยโปรแกรม Unity และออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Krita เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) เว็บแอปพลิเคชันเกม 2) แบบประเมินประสิทธิภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ และ 3) แบบสอบความพึงพอใจและเปรียบเทียบระดับความรู้เรื่องการคัดแยกขยะ<br />ผลการวิจัยพบว่า ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ประเมินว่าเกมที่พัฒนาขึ้นมีความถูกต้องในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.44) รองลงมาคือด้านคุณภาพของเกม (ค่าเฉลี่ย = 4.08) และความเหมาะสมของเนื้อหาและความรู้ (ค่าเฉลี่ย = 4.00) ผลการประเมินความพึงพอใจจากผู้เข้าร่วมทดลองเล่นเกมจำนวน 67 คน พบว่า <br />มีความพึงพอใจต่อเกมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.42) ด้านที่มีความพึงพอใจสูงสุดคือ <br />ความรวดเร็วของระบบเกม (ค่าเฉลี่ย = 4.52) รายการที่ได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.58) ได้แก่ 1) รูปแบบเกมมีความสอดคล้องกับเนื้อหาหรือวัตถุประสงค์ของเกม 2) การตอบสนองต่อคำสั่งทำได้ทันที และ 3) การแสดงผลภาพและเสียงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ผลการเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับการคัดแยกขยะก่อนและหลังการเล่นเกม พบว่า ผู้เล่นมีระดับความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่าเกมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการส่งเสริมความรู้ด้านการคัดแยกขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1263 การพัฒนาระบบสารสนเทศชุมชน เพื่อการจัดการธนาคารขยะรีไซเคิล โดยบูรณาการแนวคิด SDLC กับกระบวนการวิศวกรสังคม 2026-03-30T15:52:48+07:00 ชัยศิริ สนิทพลกลาง chaisiri.s@chandra.ac.th ไพโรจน์ สมุทรักษ์ phairoj.s@chandra.ac.th สิริทิพ วะศินรันต์ sirithip.w@chandra.ac.th <p>งานวิจัยนี้เป็นการวิเคราะห์รูปแบบการดำเนินงาน การออกแบบ และการพัฒนาระบบสารสนเทศชุมชนสำหรับการจัดการธนาคารขยะรีไซเคิล ซึ่งบูรณาการวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ (SDLC) เข้ากับวิศวกรสังคมภายในกรอบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ในพื้นที่เทศบาลตำบลสามง่ามพัฒนา อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท กระบวนการวิจัยประกอบด้วย 5 ขั้นตอนของ SDLC โดยใช้เครื่องมือวิศวกรสังคม 5 รายการ ได้แก่ ฟ้าประทาน, นาฬิกาชีวิต, ไทม์ไลน์พัฒนาการ, ไทม์ไลน์กระบวนการ และ M.I.C. Model เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกและออกแบบระบบสารสนเทศที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน ผลลัพธ์ที่ได้คือระบบระบบสารสนเทศชุมชนที่สามารถลดภาระงานเอกสาร เพิ่มความโปร่งใส และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการข้อมูลของธนาคารขยะ ระบบที่พัฒนาขึ้นได้รับการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญตามกรอบ ISO/IEC 25010 มีค่าเฉลี่ย 4.42 และการประเมินความพึงพอใจจากผู้ใช้งานจริงในชุมชนอยู่ในระดับสูง ค่าเฉลี่ย 4.51 สะท้อนถึงคุณภาพของระบบทั้งในด้านการใช้งาน ความเสถียร และความยั่งยืนในระยะยาว</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1283 ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการเว็บไซต์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรจากการพัฒนา แบบมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านบึงไม้ ตำบลชะอม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี 2026-03-30T15:52:46+07:00 สหภาพ ศรีโท mewsahaparp@hotmail.co.th ชลาธร จูเจริญ fagrchch@ku.ac.th สุภาภรณ์ เลิศศิริ agrspl@ku.ac.th ปรีดา สามงามยา fagrpdsy@ku.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลและเศรษฐกิจ การเปิดรับข้อมูลข่าวสาร พฤติกรรมการท่องเที่ยว ความพึงพอใจของผู้ใช้งานเว็บไซต์และเปรียบเทียบปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล และเศรษฐกิจกับความพึงพอใจของผู้ใช้งานเว็บไซต์ชุมชนบ้านบึงไม้ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านบึงไม้ในการพัฒนาเว็บไซต์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริงของชุมชนบ้านบึงไม้ ตำบลชะอม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร จำนวน 385 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อยู่ในช่วงอายุ 21-28 ปี อายุเฉลี่ย 27.08 ปี มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นนักเรียน/นักศึกษา มีรายได้เฉลี่ย 20,501.64 บาท/ปี การเปิดรับข่าวสารผ่านสื่อมวลชน ส่วนใหญ่ใช้เวลาในการท่องเที่ยวจำนวน 2 วัน ร้อยละ 74.3 และมีวัตถุประสงค์ในการท่องเที่ยวเพื่อการเพลิดเพลินหรือพักผ่อน ร้อยละ 69.34 การมีส่วนร่วมของชุมชนอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 2.08 ความพึงพอใจต่อเว็บไซต์ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.19 ผลการเปรียบเทียบพบว่า เพศที่ต่างกันมีผลต่อความพึงพอใจในการพัฒนาเว็บไซต์ดังกล่าวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 อายุ อาชีพ รายได้ต่างกันมีผลต่อความพึงพอใจในการพัฒนาเว็บไซต์ดังกล่าวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 ผลวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าปัจจัยพื้นฐานของผู้ใช้งานมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจ ซึ่งนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน