วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC <p>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน (Science and Technology to Community) มีเป้าหมายและขอบเขต ที่รับตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ด้าน 1) วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม 2) วิทยาศาสตร์กายภาพ 3) วิทยาศาสตร์สุขภาพ ดำเนินการโดย สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ วารสารเผยแพร่เป็นปีที่ 3 <br />Journal Abbreviation: Sci Tech Com<br />ISSN 2822-132X (Print)<br />ISSN 2822-1338 (Online)<br />วารสารเริ่มต้น : ปี 2566<br />ภาษา : ไทย และ อังกฤษ<br />กำหนดออก : ปีละ 6 ฉบับ ฉบับละ 8 บทความ (ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์, ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน, ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน, ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม, ฉบับที่ 5 กันยายน– ตุลาคม, ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม)</p> สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (Institute of Research and Development, Chiang Mai Rajabhat University) th-TH วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน 2822-132X <p>1. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน “วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน” ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ <br />2. เนื้อหาบทความที่ปรากฏในวารสารเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ</p> An IoT-Device Based on KNN for Heatstroke Illness Prevention https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1265 <p>Using Internet of Things (IoT) technologies and Private Cloud data processing, this study aims to (1) find out how heatstroke occurs in people who are outside, especially when they are dehydrated or have impaired thermoregulation; (2) create an automated real-time monitoring and heat warning system; and (3) assess how well the system works to prevent heat-related illnesses. The study involved creating a prototype that can independently use external environmental sensors to evaluate temperature, humidity, and air pressure. A mean fusion technique was utilized to combine sensor data with meteorological data sourced from the OpenWeatherMap API, thereby improving the accuracy of the study. The K-Nearest Neighbor (KNN) method was utilized to analyze the aggregated data and evaluate the likelihood of an individual experiencing heatstroke. The model achieved peak performance at k = 3, demonstrating an accuracy of 86.67% in recognizing high-risk heat scenarios. The system was equipped with automated notifications that delivered accurate real-time alerts. Groups participating in outdoor activities, such as students in outdoor classes, athletes undergoing training, and workshop attendees exposed to sunlight, took part in field trials. The evaluation findings indicated that consumers expressed a high level of satisfaction, achieving an average rating of 4.37 out of 5.00 (87.44%). The device control function achieved an impressive satisfaction rating, with an average score of 4.54 (90.80%). The findings demonstrate that the method we proposed serves as a dependable, cost-effective, and scalable solution for tracking local temperature levels and reducing the risk of heatstroke. This method can be utilized in educational settings and various outdoor locations where proactive management of heat-related health issues is essential.</p> Anekwong Yoddumnern ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-19 2026-02-19 4 1 1 23 10.57260/stc.2026.1265 การเปรียบเทียบประสิทธิผลยาพอกเข่าและการนวดไทยต่ออาการปวดของผู้ป่วย โรคข้อเข่าเสื่อมในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลยางซ้าย จังหวัดสุโขทัย https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1262 <p>งานวิจัยกึ่งทดลองเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลยาพอกเข่าและการนวดไทยต่อลดอาการปวดในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลยางซ้าย จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม จำนวน 70 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมินอาการปวดในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม เป็นระยะเวลา 4 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลเป็นค่าความถี่ ร้อยละ Paired Sample t-test และ Independent Sample t-test ผลการวิจัย พบว่า คะแนนเฉลี่ยความเจ็บปวดของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการใช้ยาพอกเข่า ก่อนการทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยความเจ็บปวด ครั้งที่ 1-3 เท่ากับ 4.51, 4.43 และ 3.73 ตามลำดับ และมีคะแนนเฉลี่ยความเจ็บปวด เท่ากับ 4.51 (S.D. = 0.51) หลังการทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยความเจ็บปวด ครั้งที่ 1-3 เท่ากับ 3.63, 3.46 และ 2.83 ตามลำดับ มีคะแนนเฉลี่ยความเจ็บปวด เท่ากับ 2.83 (S.D.= 0.43) ส่วนการรักษาด้วยการนวดไทย พบว่า ก่อนการทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยความเจ็บปวด ครั้งที่ 1-3 เท่ากับ 4.63, 4.03 และ 3.20 ตามลำดับ และมีคะแนนเฉลี่ยความเจ็บปวด เท่ากับ 4.63 (S.D. = 0.73) หลังการทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยความเจ็บปวด ครั้งที่ 1-3 เท่ากับ 3.63, 3.06 และ 2.17 ตามลำดับ มีคะแนนเฉลี่ยความเจ็บปวด เท่ากับ 2.17 (S.D.= 0.62) จะเห็นได้ว่า หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการรักษาด้วยด้วยการใช้ยาพอกเข่าและกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการรักษาด้วยการนวดไทย พบว่า ระดับความเจ็บปวดของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมลดลงมากกว่าก่อนการทดลองทั้ง 3 ครั้ง ซึ่งผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการใช้ยาพอกเข่าและผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยนวดไทยมีอาการปวดเข่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p&lt; 0.05) ดังนั้นการส่งเสริมให้มีการรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย เช่น การใช้ยาพอกเข่า การนวดไทยผสมผสานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน หรือใช้เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมจะช่วยอาการปวดได้ดี ลดการรับประทานยาแก้ปวด ลดผลข้างเคียงจากยาแก้ปวด รวมถึงช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ดีขึ้น และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างยั่งยืน</p> ฐาปนี รอดบ้านสวน ธีรยา วรปาณิ ภรภัทร ดอกไม้ ปรายดาว เทพลำลึก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-20 2026-02-20 4 1 24 37 10.57260/stc.2026.1262 ประสิทธิภาพของสารเคมี 3 ชนิด (โพรคลอราซ, ไซโปรโคนาโซล และไพราโคล สโตรบิน) ต่อการควบคุมเชื้อรา Lasiodiplodia theobromae สาเหตุโรคผลเน่าในทุเรียน https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1132 <p>ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคผลเน่าทุเรียนสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนอย่างมาก เพราะทำให้ผลทุเรียนหลุดร่วงหล่น ส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตทุเรียน จำเป็นต้องหาวิธีการป้องกันกำจัดโรคผลเน่าของทุเรียน โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารเคมีกำจัดเชื้อรา 3 ชนิด คือ โพรคลอราซ, ไซโปรโคนาโซล และไพราโคลสโตรบิน ต่อการควบคุมเชื้อรา <em>Lasiodiplodia theobromae </em>สาเหตุโรคผลเน่าในทุเรียน เริ่มต้นจากแยกเชื้อราสาเหตุโรคจากส่วนผลทุเรียนที่แสดงอาการของโรค หลังจากแยกเชื้อราและจัดจำแนกทางชีวโมเลกุลแล้ว พบว่าเป็นเชื้อรา <em>L. theobromae </em>จำนวน 3 ไอโซเลท คือ LT-1, LT-5 และ LT-10 ต่อมาได้ทดสอบการเกิดโรคกับผลทุเรียนเล็กตัดแต่ง (อายุ 70 วัน) พบว่าไอโซเลท LT-10 ก่อให้เกิดโรครุนแรงที่สุดถึง 100 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นทดสอบกับสารกำจัดเชื้อรา 3 ชนิด ด้วยวิธี Poisoned food technique ที่ 5 ระดับความเข้มข้น (0, 10, 100, 500 และ 1000 มิลลิกรัมต่อลิตร พบว่าสารกำจัดเชื้อราโพรคลอราช สามารถควบคุมเชื้อรา LT-10 ได้ทุกความเข้มข้น โดยสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราสาเหตุได้ประมาณ 75- 100 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นทดสอบการชุบผลทุรียน (Dipping fruits) กับสารเคมี 3 ชนิด (โพรคลอราซ, ไซโปรโคนาโซล และไพราโคลสโตรบิน) ที่ระดับความเข้มข้น 100 กรัมต่อน้ำ 100 ลิตร พบว่าสารเคมีโพรคลอราซ มีประสิทธิภาพในการควบคุมการเกิดโรคและความรุนแรงของโรคดีที่สุด และมีเปอร์เซ็นต์การยับยั้งการเจริญของเชื้อสูงที่สุดถึง 80 เปอร์เซ็นต์ รองลงมา คือ สารเคมีไซโปรโคนาโซล และไพราโคลสโตรบิน ตามลำดับ และเมื่อผ่าผลทุเรียนเพื่อสังเกตการเข้าทำลายของเชื้อรา LT-10 ก็พบว่าผลทุเรียนที่ชุบสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ไม่พบการเข้าทำลายถึงเนื้อทุเรียน โดยสรุปผลการทดลองในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสารโพรคลอราซที่ความเข้มข้น 10, 100, 500 และ 1,000 มิลลิกรัมต่อลิตร มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อราสาเหตุโรคผลเน่าของทุเรียนภายใต้สภาพห้องปฏิบัติการ แต่อย่างไรก็ตามการประยุกต์ใช้ในสภาพแปลงปลูกจริงควรมีการศึกษาทดสอบเพิ่มเติม เพื่อประเมินประสิทธิภาพ ความเหมาะสม และความปลอดภัยก่อนนำไปใช้ในแปลงทุเรียนจริงต่อไปในอนาคต</p> ธิติ ทองคำงาม ไพรัตน์ อำลอย สุกฤตา อนุตระกูลชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-20 2026-02-20 4 1 38 56 10.57260/stc.2026.1132 ผลการเจือสาร Nb และ Fe ที่มีผลต่อโครงสร้างผลึก สมบัติทางไฟฟ้าและสมบัติแม่เหล็กของเซรามิก BCTS ที่สังเคราะห์ด้วยวิธีการเผาไหม้ของแข็ง https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1255 <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.4pt;">งานวิจัยนี้ศึกษาผลของการเจือคู่สาร</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.4pt;"> Nb <span lang="TH">และ </span>Fe <span lang="TH">ในเซรามิกปราศจากตะกั่ว </span><a name="_Hlk218538383"></a>Ba<sub><span lang="TH">0.945</span></sub>Ca<sub><span lang="TH">0.055</span></sub><span lang="TH">(</span>Ti<sub><span lang="TH">0.9946-</span>x </sub>Sn<sub><span lang="TH">0.0054</span></sub><span lang="TH">)(</span>Nb<sub><span lang="TH">0.5</span></sub>Fe<sub><span lang="TH">0.5</span></sub><span lang="TH">)</span><sub>x</sub>O<sub><span lang="TH">3</span></sub> <span lang="TH">โดยที่ </span>x = <span lang="TH">0</span>.0, <span lang="TH">0.010</span>, <span lang="TH">0.020 และ 0.030 ซึ่งเรียกว่าเซรามิก </span>BCTS-xNF<span lang="TH"> ที่ปริมาณ </span>x = 0.00, 0.01, 0.02 <span lang="TH">และ </span>0.03 <span lang="TH">โดยสังเคราะห์ด้วยวิธีการเผาไหม้ของแข็ง ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเจือคู่สารต่อโครงสร้างผลึก โครงสร้างจุลภาค สมบัติทางไฟฟ้า และสมบัติทางแม่เหล็ก ผลการวิเคราะห์การเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (</span>X-ray diffraction; XRD) <span lang="TH">แสดงว่าเซรามิกทั้งหมดมีโครงสร้างเพอรอฟสไกต์บริสุทธิ์ และเกิดการเปลี่ยนโครงสร้างจากแบบเททระโกนัลเป็นแบบลูกบาศก์ เมื่อปริมาณการเจือเพิ่มขึ้น การวิเคราะห์สมบัติไดอิเล็กทริกพบว่าอุณหภูมิคูรี (</span>T<sub>C</sub>) <span lang="TH">ลดลงตามการเพิ่มปริมาณ </span>x <span lang="TH">และสมบัติเฟร์โรอิเล็กทริกมีแนวโน้มอ่อนลง ผลการวิเคราะห์โครงสร้างจุลภาคด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (</span>Scanning electron microscope; SEM) <span lang="TH">แสดงว่าเซรามิกที่ </span>x = 0.02 <span lang="TH">มีขนาดเกรนเฉลี่ย และความหนาแน่นสูงที่สุด ขณะที่การวิเคราะห์สมบัติทางแม่เหล็กด้วยเครื่องวัดสมบัติแม่เหล็กแบบสั่นตัวอย่าง (</span>vibrating sample magnetometer; VSM) <span lang="TH">พบว่าการเจือคู่สารสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดสมบัติแม่เหล็กในระบบเซรามิก โดยตัวอย่างที่ </span>x = 0.02 <span lang="TH">แสดงพฤติกรรมแม่เหล็กที่เด่นชัดที่สุด ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการเจือคู่สาร </span>Nb <span lang="TH">และ </span>Fe <span lang="TH">ในเซรามิก </span>BCTS <span lang="TH">สามารถปรับสมบัติทางไฟฟ้าและสมบัติทางแม่เหล็กได้พร้อมกัน และมีศักยภาพสำหรับการพัฒนาเซรามิกมัลติเฟร์โรอิกปราศจากตะกั่วในอนาคต</span></span></p> ณัฏฐนันท์ เรียบเรียง จิตรกร กรพรม สุนันทา ยิ้มสบาย สุรีรัตน์ ยอดเถื่อน สุปรีดิ์ พินิจสุนทร ธีระชัย บงการณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-20 2026-02-20 4 1 57 74 10.57260/stc.2026.1255 การใช้โปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APD) ของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดนครปฐม https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1303 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้โปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APD) ของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดนครปฐม โดยศึกษาปัจจัยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคม สภาพการ<br />ใช้งาน ระดับความรู้ และความคิดเห็นต่อการใช้งานโปรแกรม APD กลุ่มตัวอย่างคือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดนครปฐม ในปี 2567 จำนวน 202 ราย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติทดสอบ t–test และ F–test และทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของตัวแปรตามเป็นรายคู่ ใช้วิธี LSD ผลการวิจัย พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 60.40) อายุเฉลี่ย 48.44 ปี การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ร้อยละ 41.58) มีความรู้เกี่ยวกับโปรแกรม APD ในระดับมาก <br />(ร้อยละ 70.30) และมีความคิดเห็นต่อการใช้งานโปรแกรม APD ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2.73 คะแนน) โดยมีความคิดเห็นด้านประโยชน์ที่ได้รับมากที่สุด รองลงมาคือด้านคุณภาพของข้อมูล ด้านคุณภาพของบริการ และด้านคุณภาพของระบบตามลำดับ เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้สมาร์ทโฟนในการใช้งาน ผลการทดสอบสมมุติฐาน พบว่า ประสบการณ์ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลผลิตกุ้ง รายได้จากการเลี้ยงกุ้ง การฝึกอบรม <br />การเปิดรับข่าวสารจากสื่อบุคคลและสื่อกิจกรรม ความถี่ในการใช้งาน ประเภทการขาย คุณภาพสัญญาณอินเทอร์เน็ต และระดับความรู้เกี่ยวกับโปรแกรม APD ที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการใช้งานโปรแกรม APD แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05</p> กษมา อยู่เย็น พิชัย ทองดีเลิศ ชลาธร จูเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-20 2026-02-20 4 1 75 87 10.57260/stc.2026.1303 การพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับการขายเพื่อส่งเสริมรายได้ผู้ประกอบการ: กรณีศึกษา YRU Fresh Mart https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1279 <p>การวิจัยเรื่อง การพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับการขายเพื่อส่งเสริมรายได้ผู้ประกอบการ: กรณีศึกษา YRU Fresh Mart มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับการขายบนแพลตฟอร์มเว็บเพื่อส่งเสริมรายได้ผู้ประกอบการในโครงการ YRU Fresh Mart 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศสำหรับการขายที่พัฒนาขึ้นในด้านการทำงานของระบบ ด้านระบบสารสนเทศ และด้านเทคนิค/ความสามารถของระบบ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบสารสนเทศสำหรับการขายที่เป็นผู้ประกอบการและผู้ใช้งานทั่วไป โดยประยุกต์ใช้แนวคิดระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ เป็นกรอบในการพัฒนา และดำเนินการวิจัยตามแนวทางการวิจัยและพัฒนา ร่วมกับวงจรการพัฒนาระบบ ระบบที่พัฒนาขึ้นเป็นระบบสารสนเทศบนแพลตฟอร์มเว็บสำหรับจัดการข้อมูลสินค้า การขาย และรายงานสรุปผล กลุ่มตัวอย่างมาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 385 คน ประกอบด้วยอาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่า และผู้ประกอบการในจังหวัดยะลา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินประสิทธิภาพของระบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ระบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.54 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.52) และผู้ใช้งานมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.31 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.72) ซึ่งระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นเอื้อต่อการนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการขาย และช่วยให้การจัดการข้อมูลเป็นระบบมากขึ้น</p> แพรวศรี เดิมราช พิมลพรรณ ลีลาภัทรพันธุ์ ซอและ เกปัน สุลัยมาน เภอโส๊ะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-20 2026-02-20 4 1 88 103 10.57260/stc.2026.1279 การออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชันการติดต่อสัมภาษณ์งานด้วยฟลัตเตอร์ เฟรมเวิร์ก : กรณีศึกษาบริษัทไทยเส็ง https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1114 <p>ในยุคดิจิทัลที่การจัดการทรัพยากรมนุษย์มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร การพัฒนาระบบรับสมัครงานและการจัดการสัมภาษณ์ออนไลน์เป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับฝ่ายบุคคล งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพและศึกษาความพึงพอใจผู้ใช้งาน ของระบบรับสมัครงานและการนัดสัมภาษณ์งานออนไลน์ นอกจากนี้ ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชากรกลุ่มตัวอย่าง ตัวอย่าง 30 คน แบ่งเป็นผู้ใช้งาน 15 คน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล 15 คน เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อระบบ ผลการเก็บข้อมูลพบว่า 84.46% ของผู้สมัครงาน มีความพึงพอใจต่อความสะดวกในการใช้งานของระบบ ขณะที่ 88.40% ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล เห็นว่าระบบช่วยลดภาระงานด้านเอกสารและทำให้การคัดเลือกผู้สมัครมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากผลการวิจัยสามารถสรุปได้ว่าระบบรับสมัครงานและการสัมภาษณ์งานที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบสนองความต้องการของทั้งผู้สมัครและฝ่ายบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสในการจ้างงานและลดต้นทุนการดำเนินงานขององค์กร</p> เชาวลิต จันภิรมย์ ชินสิทธิ์ ชูกลิ่นหอม นวพล มงคล ศักดิ์ศิวา บุญประจักร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-20 2026-02-20 4 1 104 115 10.57260/stc.2026.1114 การพัฒนาสื่อแนะนำการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1065 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาสื่อแนะนำการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจการใช้งานสื่อแนะนำการขึ้นทะเบียน อย.ประชากร คือชาวบ้านในตำบลกื้ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เลือกกลุ่มตัวอย่างจากการสุ่มแบบเจาะจง ประกอบด้วยผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าภาครัฐ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) สื่อแนะนำการขึ้นทะเบียน อย. ผลการสร้างสื่อจากการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ ระดับคุณภาพของสื่อมีระดับความเข้าใจในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.68 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.07และ 2) แบบประเมินความพึงพอใจการใช้งานสื่อแนะนำการขึ้นระเบียน อย. ซึ่งมีผลการวิจัยดังนี้ 1) สื่อแนะนำการขึ้นระเบียน อย. สามารถลดเวลาและความผิดพลาดโดยผู้ใช้สามารถเตรียมเอกสารและยื่นคำขอได้อย่างถูกต้อง และ 2) ผลประเมินความพึงพอใจการใช้งานสื่อแนะนำการขึ้นทะเบียน อย. วิเคราะห์ผลทางสถิติด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อยู่ในระดับมากที่สุด ด้วยค่าเฉลี่ย 4.57</p> ศิรประภา จันทร์เทศ ศิริกรณ์ กันขัติ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-20 2026-02-20 4 1 116 125 10.57260/stc.2026.1065