วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC <p>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน (Science and Technology to Community) มีเป้าหมายและขอบเขต ที่รับตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ด้าน 1) วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม 2) วิทยาศาสตร์กายภาพ 3) วิทยาศาสตร์สุขภาพ ดำเนินการโดย สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ วารสารเผยแพร่เป็นปีที่ 3 <br />Journal Abbreviation: Sci Tech Com<br />ISSN 2822-132X (Print)<br />ISSN 2822-1338 (Online)<br />วารสารเริ่มต้น : ปี 2566<br />ภาษา : ไทย และ อังกฤษ<br />กำหนดออก : ปีละ 6 ฉบับ ฉบับละ 8 บทความ (ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์, ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน, ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน, ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม, ฉบับที่ 5 กันยายน– ตุลาคม, ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม)<br />ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ 3,000 บาท เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมจากบทความที่ส่งมา 1 มกราคม 2569 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาประตูช้างเผือก เลขที่บัญชี 550-278761-1 ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (กองทุนสถาบันวิจัยและพัฒนา) <br />** <em><strong>วารสารขอปิดรับบทความชั่วคราว</strong></em> เนื่องจากมีผู้สนใจส่ง และอยู่ในกระบวนการจำนวนมาก คิวการตีพิมพ์ ปลายปี 2570 **</p> th-TH <p>1. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน “วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน” ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ <br />2. เนื้อหาบทความที่ปรากฏในวารสารเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ</p> stc_journal@cmru.ac.th (Asst. Prof. Dr. ‪Rungnapa Tagun‬ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งนภา ทากัน)) khonta_1@hotmail.com (Dr.Khontaros Chaiyasut (ดร.ฆนธรส ไชยสุต กองบรรณาธิการวารสาร)) Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 Optimal Growth Conditions of Auricularia cornea Mycelium Isolated from Para Rubber Plantation https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1465 <p>A survey of para rubber plantations belonging to farmers in Wang Takien Subdistrict, Khao Saming District, Trat Province, Thailand, revealed the presence of edible wood ear mushrooms (<em>Auricularia cornea</em>). Pure cultures were subsequently isolated from the mycelium of this mushroom and identified using molecular identification. The strains were then preserved in the laboratory for further research. The objective of this research was to determine the factors affecting the growth of the mycelium of <em>A. cornea </em>isolated from para rubber plantation. The factors, glucose concentration (2, 2.5, 3, 3.5, 4, 4.5, and 5%), pH (4, 5, 6, 7, 8, and 9), and temperature (25, 30, 35, and 40ºC) had been investigated on mycelium growth. The factorial completely randomized design (Factorial CRD) was used to design all the experiments. It was found that this strain grew the greatest on Potato Dextrose Agar (PDA) containing 2% glucose, which had the significantly highest colony diameter (7.51±0.21 cm at 8 days, <em>p</em>-value&lt;0.05). At pH 6 and 7, the mycelium grew similarly well and condensed mycelium that revealed colonies diameter of 7.55±0.57 and 7.79±0.47 cm at 10 days, respectively (not significantly different). Finally, the mycelium was able to grow the best at 30ºC with the significantly highest colony diameter (8.03±0.89 cm at 6 days, <em>p</em>-value&lt;0.05). The findings of this study revealed that the optimal conditions for <em>A. cornea</em> mycelium cultivation are growth on PDA containing 2% glucose, at pH 6 or 7, and incubation at 30ºC. Under these optimal conditions, the mycelium of this strain grew rapidly and exhibited dense growth. Therefore, it is suitable for application in cultivating high-quality mycelium before fruiting body cultivation.</p> Saowapha Surawut, Chutapa Kunsook, Na-monrug Khamchatra ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1465 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 Low-Power Hvls Ventilation Integrated with Hybrid Solar Energy for Heat Stress Mitigation and Dairy Cow Welfare Improvement in Open-Housing Barns https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1636 <p>Heat stress is a major constraint on dairy production in tropical regions, particularly in open-housing barns with limited environmental control. This study evaluated a low-power high-volume low-speed (HVLS) ventilation system integrated with a hybrid solar energy supply using a matched-season controlled before-and-after quasi-experimental field design. Baseline data were collected from May to August 2023, and post-installation data were collected from May to August 2024. The study was conducted in an open-housing dairy farm with 104 Holstein Friesian crossbred dairy cows. Among these animals, 48 lactating cows were included in the primary evaluation and allocated by barn-zone exposure into a control group (n = 19) located in the non-HVLS zone and a treatment group (n = 29) located under the HVLS airflow coverage area. Barn temperature and relative humidity were measured using custom-built DHT11-based sensor nodes. Respiration rate was determined by counting flank movements for one minute (60 s) before afternoon milking during the hot period, and infrared body surface temperature was measured at the lateral body region using a non-contact infrared thermometer (3CMEDICAL FI-01). In the treatment group, THI decreased from 82.60 to 78.80, average respiration rate decreased from 83.50 to 65.20 breaths/min, and infrared body surface temperature decreased by approximately 0.6 °C. Average daily milk yield increased from 12.80 to 14.30 L/cow/day, representing an approximate 12% improvement in the treatment group, whereas the control group showed no clear change. The system consumed approximately 1.20 kWh/day, with 78% of the energy supplied by the hybrid solar subsystem. Economic estimation using cooperative milk-price records and the electricity tariff during the monitoring period indicated that the additional milk income greatly exceeded the operating electricity cost. These findings suggest that low-power HVLS ventilation integrated with hybrid solar energy is a practical and economically promising approach for improving dairy cow welfare and milk production in tropical open-housing barns.</p> Watthana Pongsena, Prakaidoy Ditsayabut ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1636 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแบบจำลองคัดกรองความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในผู้สูงอายุโดยใช้เทคนิคเหมืองข้อมูลเพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวังสุขภาพระดับชุมชน https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1456 <p>ในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (Aged society) โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปในสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ ส่งผลให้โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases: NCDs) เช่น โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง กลายเป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนชนบทซึ่งมีข้อจำกัดด้านระบบสนับสนุนการตัดสินใจเชิงข้อมูล งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองคัดกรองความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในผู้สูงอายุ โดยประยุกต์ใช้เทคนิคเหมืองข้อมูลและการเรียนรู้ของเครื่องจากข้อมูลสุขภาพระดับชุมชน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยข้อมูลสุขภาพของผู้สูงอายุจำนวน 3,419 ราย ที่เข้ารับการคัดกรองสุขภาพในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในพื้นที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ระหว่างปี พ.ศ. 2565–2568 ร่วมกับข้อมูลสนับสนุนจากระบบข้อมูลสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลถูกนำมาผ่านกระบวนการเตรียมข้อมูลและวิเคราะห์ตามกรอบ CRISP-DM โดยใช้แบบจำลอง Random forest และ Extreme gradient boosting (XGBoost) และประเมินประสิทธิภาพด้วย Accuracy, Precision, Recall, F1-score และ Confusion matrix<br />ผลการศึกษาพบว่าแบบจำลอง XGBoost มีความเหมาะสมสูงกว่าสำหรับงานคัดกรองสาธารณสุข XGBoost โดยสามารถตรวจจับกลุ่มเสี่ยง (Sensitivity) ได้ดีกว่า โดยมีค่าในการตรวจจับกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานร้อยละ 25.00 และโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 16.00 สูงกว่า Random Forest ที่ได้ร้อยละ 17.30 และ 4.00 ตามลำดับ แม้ Random Forest จะมีค่า Accuracy รวมสูงกว่า (ร้อยละ 91.30 และ 91.70 ตามลำดับ) แต่ XGBoost สามารถลด False negative ได้ดีกว่า ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของการคัดกรองสุขภาพเชิงป้องกัน ปัจจัยสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับระดับความเสี่ยง ได้แก่ ดัชนีมวลกาย รอบเอว ระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และอายุ การประยุกต์ใช้เทคนิค Machine learning ร่วมกับข้อมูลสุขภาพระดับชุมชนสามารถสนับสนุนการคัดกรองความเสี่ยงเบื้องต้น การเฝ้าระวังสุขภาพเชิงรุก และการวางแผนดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้แบบจำลองดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจเบื้องต้นเท่านั้น มิใช่เพื่อการวินิจฉัยทางการแพทย์</p> อนุชา เรืองศิริวัฒนกุล, ธิติพร เฑียรฆนิธิกุล, ธนากร ธนวัฒน์, ชนิดา เรืองศิริวัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1456 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 โปรแกรมส่งเสริมความสม่ำเสมอของการรับประทานยาของผู้ป่วยวัณโรคในชุมชน: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1444 <p>การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากิจกรรมตามโปรแกรมส่งเสริมความสม่ำเสมอของการรับประทานยาของผู้ป่วยวัณโรคในชุมชน <strong> </strong>โดยใช้แนวทางของสถาบันโจแอนนาบริกส์ เกณฑ์คัดเลือกคือ ผลงานวิจัยระหว่างปี พ.ศ. 2558 – 2568 โดยคำสืบค้น ได้แก่ “โปรแกรม” “การส่งเสริม” “ความสม่ำเสมอของการรับประทานยา” “ผู้ป่วยวัณโรค” “ชุมชน” โดยรายงานวิจัย จำนวน 4,339 เรื่อง ทำการคัดเลือกได้ 9 เรื่อง (เชิงทดลอง 5 เรื่อง และกึ่งทดลอง 4 เรื่อง) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์สรุปเชิงเนื้อหา และสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า โปรแกรมส่งเสริมความสม่ำเสมอของการรับประทานยาของผู้ป่วยวัณโรคในชุมชน มี 4 กิจกรรม ได้แก่ การแจ้งเตือนการรับประทานยา การให้ความรู้ การให้คำปรึกษา และการกำกับติดตามผู้ป่วย โดยการใช้กิจกรรมแบบผสมผสานช่วยส่งเสริมความสม่ำเสมอของการรับประทานยา อัตราความสำเร็จการรักษา และอัตราการขาดการรักษาลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.05) ดังนั้นการส่งเสริมความสม่ำเสมอของการรับประทานยาของผู้ป่วยวัณโรคในชุมชนควรบูรณาการระบบสุขภาพดิจิทัลผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลการแจ้งเตือนการรับประทานยา การติดตามผู้ป่วย การให้ความรู้ และการให้คำปรึกษาระหว่างเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้ป่วยในรูปแบบทางไกลร่วมกับการติดตามเยี่ยมบ้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามผู้ป่วยวัณโรคแบบเรียลไทม์ รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนในการส่งเสริมความสม่ำเสมอของการรับประทานยาของผู้ป่วยวัณโรคในชุมชน</p> สุชาญวัชร สมสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1444 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผงโรยข้าว (ฟูริคาเกะ) จากกุ้งจ่อมสูตรลดเกลือโซเดียม https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1710 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ผงโรยข้าวจากกุ้งจ่อมสูตรลดเกลือโซเดียม โดยผลิตกุ้งจ่อมสูตรลดเกลือโซเดียมที่มีการใช้สัดส่วนระหว่างเกลือโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ร่วมกับเกลือโพแทสเซียม คลอไรด์ (KCl) ในอัตราส่วนร้อยละ 4:2 เพื่อลดปริมาณการใช้เกลือโซเดียมคลอไรด์ นำส่วนผสมต่าง ๆ ได้แก่ ข้าวคั่ว ข้าวสุก และกระเทียม ผสมกันและหมักที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 12 วัน ก่อนนำไปแปรรูปต่อเป็นผงโรยข้าว โดยนำมาอบแห้งที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15 ชั่วโมง แล้วนำมาบดและร่อนผ่านตะแกรงขนาด 16 เมช ผลิตภัณฑ์ผงโรยข้าวจากกุ้งจ่อมสูตรลดเกลือโซเดียมที่พัฒนาได้มีปริมาณความชื้นเท่ากับร้อยละ 5.89<u>+</u>0.19 มีค่าวอเตอร์แอคติวิตีเท่ากับร้อยละ 0.34<u>+</u>0.01 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนผงโรยข้าวจากกุ้ง (มผช. 1603/2565) ผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพด้านจุลชีววิทยาผ่านตามเกณฑ์มาตรฐาน มผช. เช่นกัน เมื่อศึกษาคุณค่าทางโภชนาการพบว่าผลิตภัณฑ์ให้พลังงานทั้งหมด 318.41 กิโลแคลอรี ไขมันทั้งหมด 2.29 กรัม ไขมันอิ่มตัว 1.12 กรัม คอเลสเตอรอล 246.11 มิลลิกรัม โปรตีน 28.83 กรัม คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 45.62 กรัม โซเดียม 3,081 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 1,902 มิลลิกรัม แคลเซียม 1,086 มิลลิกรัม และเถ้า 16.29 กรัม ผลิตภัณฑ์ผงโรยข้าวที่พัฒนาได้นี้สามารถลดปริมาณเกลือโซเดียมลงได้ถึงร้อยละ 33.33 เมื่อเทียบกับสูตรดั้งเดิม งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนาทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ต่อยอดมาจากอาหารหมักแบบดั้งเดิม ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอาหารหมักพื้นบ้านซึ่งเป็นผลิตภัณฑชุมชน ช่วยส่งเสริมการนำภูมิปญญาทองถิ่นมาพัฒนาเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความสะดวก ปลอดภัย ประหยัดเวลาในการปรุงอาหาร มีอายุการเก็บรักษาที่นานมากขึ้น และยังเป็นทางเลือกสำหรับผู้ดูแลสุขภาพโดยการสนับสนุนกระแสการบริโภคอาหารลดโซเดียม</p> ปิยสุดา เทพนอก, ประภวิษณุ์ พิกุลนอก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1710 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลการเสริมแหนแดงในอาหารไก่ไข่ระยะปลดระวางต่อสมรรถภาพการผลิตไข่ และต้นทุนการผลิต https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1546 <p>วัตถุประสงค์ของวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาการเสริมแหนแดงสดต่อสมรรถภาพการผลิตและต้นทุนการผลิตไข่ของไก่ระยะปลดระวาง โดยใช้ไก่ไข่สายพันธุ์ Hy-line brown อายุ 82 สัปดาห์ จำนวน 120 ตัว แบ่งการทดลองออกเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 3 ซ้ำๆ ละ 10 ตัว ใช้แผนการทดลองแบบ Complete Randomize Deign (CRD) โดยไก่ไข่กลุ่มที่ 1 (กลุ่มควบคุม) ได้รับอาหารสูตรทางการค้าที่มีโปรตีน 17% ไก่ไข่กลุ่มที่ 2-4 ได้รับสูตรอาหารทางการค้าทดแทนการเสริมแหนแดงระดับ 10, 20 และ 30 เปอร์เซ็นต์ ปรับตัวกับอาหารเป็นเวลา 7 วัน จากนั้นเก็บข้อมูลเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่าการเสริมแหนแดงสดระดับ 10-30 เปอร์เซ็นต์ ไม่ทำให้สมรรถภาพการผลิตและต้นทุนการผลิตไข่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>&gt; .05) แต่เมื่อพิจารณาการเสริมแหนแดงสดทดแทนอาหารข้นทั้ง 3 ระดับ นั้นพบว่าการเสริมแหนแดงสดส่งผลให้สมรรถภาพการผลิตลดลงและต้นทุนการผลิตไข่สูงขึ้นตามระดับการเพิ่มขึ้นของแหนแดงสด ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่าการเสริมแหนแดงสดสามารถใช้ได้สูงสุด 30 เปอร์เซ็นต์ทดแทนอาหารข้น และควรใช้ในช่วงการไก่อายุ 82-85 สัปดาห์ (ระยะเวลาการเลี้ยง 1-4 สัปดาห์) ซึ่งส่งผลดีกับสมรรถภาพการผลิตและการลดต้นทุนการผลิต</p> สำรวย มะลิถอด, มนัญญา ปริยวิชญภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1546 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอของกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยนวัตกรรมการออกแบบเชิงสร้างสรรค์: กรณีศึกษาชุมชนม้งตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1297 <p>จังหวัดเชียงใหม่มีทุนวัฒนธรรมด้านผ้าทอของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ผ้าทอต้นแบบของชนเผ่าม้งด้วยนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ในตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 2) ประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภค 3) ออกแบบกระบวนการผลิตเพื่อการค้า และ 4) ประเมินผลการผลิตเพื่อการค้าผลิตภัณฑ์ผ้าทอของชนเผ่าม้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมินศักยภาพการผลิต เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสำรวจ สัมภาษณ์ สอบถาม และกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณด้วยค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยมีดังต่อไปนี้<br />การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ผ้าทอต้นแบบ แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การสร้างแนวคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ 2) การกลั่นกรองและการประเมินความคิด 3) การพัฒนาแนวความคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าและเครื่องประกอบการแต่งกาย 4) การทดสอบแนวความคิด และ5) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ผลการประเมินผลิตภัณฑ์ผู้บริโภคมีความพึงพอใจในระดับมาก 3 ลำดับแรก คือ เสื้อ หมวก ชุดสตรี และรองเท้า ส่วนกระเป๋าและเครื่องประดับมีระดับความพึงพอใจรองลงมา ผลการออกแบบกระบวนการผลิตเพื่อการค้าด้วยนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ด้วยแนวคิดการผลิตแบบลีน แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การออกแบบขั้นตอนการผลิต 2) การถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ด้วยการพัฒนาความรู้และทักษะ และ 3) การทดลองผลิตเพื่อการค้าผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าและเครื่องประกอบการแต่งกายจำนวน 6 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ เสื้อ ชุดสตรี หมวก กระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพตรงตามต้นแบบ ลดความซ้ำซ้อนในการบวนการผลิต ลดข้อผิดพลาดในการทำงาน และลดเวลาผลิต ผลการประเมินผลผลิต พบว่าผลผลิตของทุกผลิตภัณฑ์บรรลุร้อยละ 100 เวลาการผลิตเฉลี่ยในแต่ละผลิตภัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐาน และคุณภาพผลิตภัณฑ์ของชุดสตรี รองเท้า เครื่องประดับ กระเป๋า และเสื้อสตรี มีคุณภาพดี ส่วนหมวกมีคุณภาพพอใช้ </p> ศิริจันทร์ อุปาละ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1297 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาและการประเมินคุณภาพระบบบริการขอเอกสารทางการศึกษาออนไลน์สำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1451 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบบริการขอเอกสารทางการศึกษาออนไลน์สำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ 2) ประเมินคุณภาพของระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบ การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา โดยประยุกต์ใช้วงจรการพัฒนาระบบ การประเมินคุณภาพระบบดำเนินการ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านงานทะเบียนและประมวลผลและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน 3 คน ส่วนการประเมินความพึงพอใจเก็บข้อมูลจากนักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่าที่เคยใช้ระบบ จำนวน 754 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ระบบบริการขอเอกสารทางการศึกษาออนไลน์ 2) แบบประเมินคุณภาพระบบ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระบบที่พัฒนาขึ้นรองรับการยื่นคำร้อง การตรวจสอบหลักฐาน การติดตามสถานะ และการจัดทำรายงานผ่านระบบออนไลน์ ผลการประเมินคุณภาพระบบโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด และผู้ใช้มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก</p> วินัย กันขัติ์, ศิริกรณ์ กันขัติ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1451 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700