วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC <p>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน (Science and Technology to Community) มีเป้าหมายและขอบเขต ที่รับตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ด้าน 1) วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม 2) วิทยาศาสตร์กายภาพ 3) วิทยาศาสตร์สุขภาพ ดำเนินการโดย สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ วารสารเผยแพร่เป็นปีที่ 3 <br />Journal Abbreviation: Sci Tech Com<br />ISSN 2822-132X (Print)<br />ISSN 2822-1338 (Online)<br />วารสารเริ่มต้น : ปี 2566<br />ภาษา : ไทย และ อังกฤษ<br />กำหนดออก : ปีละ 6 ฉบับ ฉบับละ 8 บทความ (ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์, ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน, ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน, ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม, ฉบับที่ 5 กันยายน– ตุลาคม, ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม)<br />ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ 3,000 บาท เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมจากบทความที่ส่งมา 1 มกราคม 2569 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาประตูช้างเผือก เลขที่บัญชี 550-278761-1 ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (กองทุนสถาบันวิจัยและพัฒนา) <br />** เนื่องจากมีผู้สนใจส่ง และอยู่ในกระบวนการจำนวนมาก คิวการตีพิมพ์ ปลายปี 2570 **</p> th-TH <p>1. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน “วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน” ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ <br />2. เนื้อหาบทความที่ปรากฏในวารสารเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ</p> stc_journal@cmru.ac.th (Asst. Prof. Dr. ‪Rungnapa Tagun‬ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งนภา ทากัน)) khonta_1@hotmail.com (Dr.Khontaros Chaiyasut (ดร.ฆนธรส ไชยสุต กองบรรณาธิการวารสาร)) Fri, 12 Jun 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 Documentation of Traditional Local Culinary Knowledge and Development of Multicultural Gastronomy Tourism Media in Phimonrat Subdistrict, Nonthaburi Province https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1544 <p>Phimonrat Subdistrict, Bang Bua Thong District, Nonthaburi Province, is a multicultural canal-side community whose local cuisine reflects the integration of Thai, Chinese, and Muslim cultural traditions. This research aimed to 1) investigate the cultural foundations and multicultural influences on local culinary practices in Phimonrat, develop a digital repository of local culinary knowledge, and 2) create a community-based gastronomy tourism system using digital technologies for tourism communication and promotion. The study employed Participatory Action Research integrated with qualitative and quantitative methods. The target group consisted of 26 community members from Villages 3–7 and 50 tourists/community participants. Research instruments included in-depth interviews, focus group discussions, participatory workshops, questionnaires, and field observations. Digital tools developed included an electronic cookbook through FlipHTML5, digital tourism maps using Google My Maps, and the Facebook fan page “Saneh Withi Phimonrat.” The findings revealed that the community documented 31 traditional recipes and identified seven signature dishes representing its multicultural gastronomic identity. Multicultural gastronomy tourism routes integrating local food, cultural landmarks, religious sites, orchards, and community learning activities were also developed. The digital platforms enhanced public access to local culinary knowledge, increased online visibility, strengthened community participation and digital literacy, and supported tourism communication and promotion. Overall, the study contributed to preserving local culinary heritage and promoting sustainable community-based gastronomy tourism in Phimonrat.</p> Suwimon Vongsingthong, Nirun Ngamkerd, Songpon Nakharacruangsak ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1544 Fri, 12 Jun 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพของกระบวนการทางชีวภาพร่วมกับครอสโฟมีเดียในการกำจัดก๊าซแอมโมเนียในฟาร์มเลี้ยงไก่แบบกึ่งปิด https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1124 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการกำจัดก๊าซแอมโมเนียด้วยระบบบำบัดกลิ่นแบบชีวภาพในฟาร์มไก่ไข่ โดยพิจารณาความเหมาะสมด้านพื้นที่ติดตั้ง การออกแบบระบบ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานในฟาร์ม ผลการศึกษาพบว่า หลังการติดตั้งระบบ อุณหภูมิ ความชื้น และความเร็วลมภายในโรงเรือนยังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและไม่ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงไก่ ส่วนคุณภาพน้ำเสียในระบบสเปรย์ตัวกลางพบว่าปริมาณสารอินทรีย์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพการย่อยสลายสารอินทรีย์ของจุลินทรีย์แบบใช้ออกซิเจน โดยน้ำที่ผ่านการบำบัดสามารถนำกลับมาใช้หมุนเวียนได้ และมีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ในช่วง 6.99±0.03–7.10±0.00 ขณะที่จำนวนจุลินทรีย์ในระบบอยู่ในช่วง 0.95x10<sup>7</sup>-3.68x10<sup>7</sup> โคโลนีต่อมิลลิลิตร สำหรับประสิทธิภาพการกำจัดกลิ่น พบว่า ระบบสามารถลดก๊าซแอมโมเนียได้สูงสุดร้อยละ 86.16±0.02 แสดงให้เห็นว่าระบบบำบัดกลิ่นแบบชีวภาพมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ในฟาร์มไก่ไข่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ครรชิต เงินคำคง, ศิรประภา ชัยเนตร, นันท์นภัส เงินคำคง, ชินานาฎ วิทยาประภากร, รุ่งนภา เขียววิจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1124 Fri, 19 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการจำแนกภาวะกระดูกหักจากภาพเอกซเรย์กระดูกรยางค์ด้วยโครงข่ายประสาทคอนโวลูชัน https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1100 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิการจำแนกภาวะกระดูกหักจากภาพเอกซเรย์กระดูกรยางค์โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมแบบคอนโวลูชันจากชุดข้อมูล Bone Fracture Multi-Region X-ray จำนวนทั้งหมด 10,432 ภาพ แบ่งเป็นภาพกระดูกหักและไม่หักอย่างละจำนวน 5,216 ภาพ แบ่งสัดส่วนข้อมูลสำหรับการเรียนรู้ การตรวจสอบ และการทดสอบแบบจำลองเป็นร้อยละ 70, 20 และ 10 ตามลำดับ กระบวนการทดลองแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่การประเมินแบบจำลองพื้นฐาน 6 ชนิดเพื่อสกัดคุณลักษณะเด่นและการปรับปรุงประสิทธิภาพชั้นเชื่อมโยงแบบสมบูรณ์ รวม 60 รูปแบบ ผลการศึกษาพบว่าแบบจำลอง VGG16 และ MobileNet ให้ประสิทธิภาพสูงสุดในกลุ่มแบบจำลองพื้นฐาน มีค่าความถูกต้องร้อยละ 99.450 ค่าความสูญเสีย 0.030 และเมื่อนำมาร่วมกับชั้นเชื่อมโยงแบบสมบูรณ์ในรูปแบบที่เหมาะสม (Group 4 + Pattern 3) สามารถเพิ่มค่าความถูกต้องเป็นร้อยละ 100 และลดค่าความสูญเสียลงได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับแบบจำลองพื้นฐาน โดยค่าความถูกต้องนี้เป็นผลลัพธ์เฉพาะชุดข้อมูลที่ใช้ในการทดสอบครั้งนี้ งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาเป็นเครื่องมือช่วยรังสีแพทย์เพื่อสนับสนุนการวินิจฉัยเบื้องต้น ซึ่งจะช่วยลดภาระงานและเพิ่มความรวดเร็วในการคัดกรองเบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พงษ์ศธร เชิดสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1100 Fri, 19 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาพารามิเตอร์ที่เหมาะสมของตัวแบบโครงข่ายประสาทเทียมแบบหน่วยความจำระยะสั้นแบบยาว (LSTM) สำหรับการพยากรณ์ราคาสกุลเงินดิจิทัล กรณีศึกษา Bitcoin, Dogecoin และ Ethereum https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1110 <p>สกุลเงินดิจิทัล เช่น Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH) และ Dogecoin (DOGE) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ทำให้การคาดการณ์ราคามีความสำคัญ งานวิจัยนี้ใช้โครงข่ายประสาทเทียมแบบ LSTM เพื่อพยากรณ์ราคาสกุลเงินดิจิทัล โดยเก็บข้อมูลราคาย้อนหลังจาก Yahoo Finance ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม พ.ศ 2563 ถึงวันที่ 5 มกราคม พ.ศ 2568 ทำการพรีโพรเซสข้อมูลด้วย Min-Max Scaling และใช้ข้อมูลย้อนหลัง 60 วันพยากรณ์ราคาวันถัดไป จากนั้นสร้างโมเดล LSTM โดยทำการทดลองปรับค่าพารามิเตอร์ 3 ค่า ได้แก่ LSTM Units, Dropout Rate และ Dense Layer และเปรียบเทียบประสิทธิภาพโดยใช้ RMSE ผลการทดลองพบว่า สำหรับ BTC โมเดลที่มี LSTM Units = 60, Dropout Rate = 0.1, Dense Layer = 2 ให้ค่า RMSE ต่ำสุดที่ 1967.35 สำหรับ DOGE โมเดลที่มี LSTM Units = 70, Dropout Rate = 0.1, Dense Layer = 1 ให้ค่า RMSE ต่ำสุดที่ 0.01242 และสำหรับ ETH โมเดลที่มี LSTM Units = 70, Dropout Rate = 0.1, Dense Layer = 1 ให้ค่า RMSE ต่ำสุดที่ 116.54 ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่า LSTM สามารถใช้ในการพยากรณ์ แนวโน้มราคาสกุลเงินดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ความแม่นยำอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาด</p> วริสา ดาโท้ , ปิยะชาติ เวียงนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1110 Fri, 19 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภูมิอากาศกับอุบัติการณ์ไข้เลือดออกในจังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1452 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภูมิอากาศ ได้แก่ ปริมาณฝน ความชื้นสัมพัทธ์ และอุณหภูมิ กับจำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกรายเดือนในจังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิ รายเดือนจำนวน 120 เดือน (พ.ศ. 2558–2567) ตัวแบบเชิงเส้นนัยทั่วไป (Generalized linear model, GLM) ถูกนำมาใช้เพื่อคำนวณอัตราส่วนอุบัติการณ์ (Incidence rate ratio: IRR) ผลการวิเคราะห์พบว่าตัวแบบทวินามลบสองตัวแปรต้น (Negative binomial: NB2) มีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากสามารถจัดการกับปัญหาความแปรปรวนมากกว่าค่าเฉลี่ย (overdispersion) ได้ดี และมีค่าเกณฑ์สารสนเทศของอไคเกะ (AIC) และ เกณฑ์สารสนเทศเบย์เซียน (BIC) ต่ำที่สุด ผล IRR แสดงให้เห็นว่า ความชื้นสัมพัทธ์และอุณหภูมิเป็นตัวแปรที่มีผลต่อจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มขึ้น 1% สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยประมาณร้อยละ 9–10 และอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 °C สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยประมาณร้อยละ 13–17 ขณะที่ปริมาณฝนไม่พบว่ามีนัยสำคัญ แต่มีบทบาทในการสร้างแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ข้อมูลภูมิอากาศเป็นเครื่องมือในการพยากรณ์ความเสี่ยงและการวางแผนมาตรการสาธารณสุขเพื่อป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในพื้นที่เสี่ยง</p> ไพรชา สุทนต์ , วัฒนา ชยธวัช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1452 Fri, 19 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยทำนายปัญหาด้านอาชีวอนามัยในมิติการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุจากการทำงานของแรงงานผู้สูงอายุภาคเกษตรกรรม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1647 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยและศึกษาปัจจัยทำนายปัญหาด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ในกลุ่มแรงงานผู้สูงอายุภาคเกษตรกรรม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย การดำเนินการวิจัยเป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ในกลุ่มตัวอย่างแรงงานเกษตรกรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 360 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงและวิเคราะห์ความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน ได้แก่ Multiple logistic regression โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า สภาพแวดล้อมและพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานสูงอายุในภาคเกษตรกรรม โดยรวมอยู่ในระดับปลอดภัย จำนวน 202 คน (ร้อยละ 56.11) ปัญหาด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของแรงงานสูงอายุในภาคเกษตรกรรม โดยรวมอยู่ในระดับมีปัญหา จำนวน 187 คน (ร้อยละ 51.95) เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยทำนายพบว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่สามารถทำนายการเกิดปัญหาด้านอาชีวอนามัยได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านการอบรม โดยแรงงานที่ไม่เคยได้รับการอบรมด้านความปลอดภัยมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหามากกว่ากลุ่มที่เคยได้รับการอบรมถึง 4.02 เท่า (Adjusted OR = 4.016, 95% CI = 2.525–6.369, p &lt; 0.001) 2) ปัจจัยด้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช มีความเสี่ยงเป็น 2.00 เท่า (Adjusted OR = 1.998, 95% CI = 1.232–3.240, p = 0.005) และ 3) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมการทำงานที่ไม่ปลอดภัย มีความเสี่ยงสูงเป็น 2.34 เท่า (Adjusted OR = 2.336, 95% CI = 1.464–3.731, p &lt; 0.001) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการจัดการสภาพแวดล้อมทางกายภาพควบคู่ไปกับการจัดโปรแกรมอบรมเชิงปฏิบัติการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและการควบคุมการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย จัดเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงและส่งเสริมคุณภาพชีวิตการทำงานของเกษตรกรสูงอายุในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> มณีรัตน์ สวนม่วง, พัทธนิษย์ คำธาร, อารีย์ จอแย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1647 Fri, 19 Jun 2026 00:00:00 +0700 การออกแบบ และพัฒนาเว็บไซต์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโบราณสถานในเขตพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1433 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบ และพัฒนาเว็บไซต์เพื่อส่งเสริมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานในเขตพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา 2) ประเมินประสิทธิภาพการออกแบบ และพัฒนาเว็บไซต์เพื่อส่งเสริมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานในเขตพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา 3) ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการออกแบบ และพัฒนาเว็บไซต์เพื่อส่งเสริมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานในเขตพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงประยุกต์ (Applied research) เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ เว็บไซต์ แบบประเมินประสิทธิภาพ และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ที่พัฒนาด้วยขั้นตอนของ ADDIE model และใช้ภาษา PHP ร่วมกับ Bootstrap ส่งผลให้การพัฒนาเว็บนั้นสำเร็จตามเป้าหมายและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และสามารถรองรับการทำงานบนอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ด้วยรูปแบบ Responsive Web และรองรับการใช้งานทุกได้ทุกระบบปฏิบัติการ ซึ่งงานวิจัยนี้ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมทั้งสนับสนุนการอนุรักษ์และเผยแพร่คุณค่าของโบราณสถานในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน นักท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืน 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพของการออกแบบ และพัฒนาเว็บไซต์จากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศผู้วิจัยเลือกแบบเจาะจงจำนวน 3 ท่าน มีผลโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{x}" alt="equation" />= 4.47) และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการออกแบบ และพัฒนาเว็บไซต์ จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน เลือกโดยวิธีการสุ่มแบบตามสะดวก อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{x}" alt="equation" />=4.33) </p> สิริพร อินทสนธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1433 Fri, 19 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของสื่อจำลองการประกอบคอมพิวเตอร์แบบปฏิสัมพันธ์ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะเชิงกระบวนการของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในกลุ่มสาขาคอมพิวเตอร์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1425 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสื่อจำลองการประกอบคอมพิวเตอร์แบบปฏิสัมพันธ์ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะเชิงกระบวนการของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในกลุ่มสาขาคอมพิวเตอร์ โดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 82 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะเชิงกระบวนการแบบรูบริก และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) โดยใช้คะแนนก่อนเรียนเป็นตัวแปรร่วม<br />ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F (1,79) = 5.84, p = .018) และมีขนาดอิทธิพลระดับปานกลาง (partial η² = 0.07) นอกจากนี้ ผู้เรียนมีทักษะเชิงกระบวนการโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะด้านการวิเคราะห์ปัญหา การวางแผนขั้นตอน และความปลอดภัยในการปฏิบัติ รวมทั้งมีความพึงพอใจต่อการใช้สื่อในระดับสูง ผลการวิจัยสะท้อนว่าสื่อจำลองแบบปฏิสัมพันธ์สามารถใช้เป็นเครื่องมือเสริมเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและพัฒนาทักษะด้านฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ในระดับอุดมศึกษาได้อย่างเหมาะสม</p> จีรวัฒน์ นาคสุวรรณ์, มโนรส บริรักษ์อราวินท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/STC/article/view/1425 Fri, 19 Jun 2026 00:00:00 +0700