https://li02.tci-thaijo.org/index.php/VBDJ/issue/feed วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง 2026-06-27T00:00:00+07:00 Dr. Prayut Sudathip aric.dvbd@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง</strong><br /><strong>ISSN 3088-361X (Online)</strong><br /><strong>กำหนดออก :</strong> ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน, ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม)<br /><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </strong>วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง (Vector Borne Diseases Journal of Thailand : VBDJ) เป็นวารสารทางวิชาการ จัดเผยแพร่โดย กองโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่วิทยาการเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม การวินิจฉัยรักษา ด้านโรคติดต่อนำโดยแมลง และสัตว์ขาข้อปล้องอื่นๆ ที่เป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุข รวมถึงด้านชีววิทยาและสิ่งแวดล้อมของสัตว์รังโรค พาหะนำโรค การพัฒนางานเชิงระบบ การพัฒนานโยบาย ยุทธศาสตร์ การป้องกันควบคุมโรค ระบบสาธารณสุขและการแพทย์ แนวทางบูรณาการสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) การเข้าถึงการรักษา การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และการติดตามประเมินผล<br />ทั้งที่เป็นนิพนธ์ต้นฉบับ (Original article) รายงานปริทัศน์ (Review article) รายงานผู้ป่วย (Case report) และรายงานการสอบสวนโรค (Outbreak investigation report)</p> https://li02.tci-thaijo.org/index.php/VBDJ/article/view/1721 การประเมินผลการดำเนินงานตามมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออก ระดับจังหวัด ประเทศไทย พ.ศ. 2561 - 2565 2026-05-18T09:40:24+07:00 ทิพยรัตน์ ผลิใบ tippayarat.bew@gmail.com พชร วงษ์ประเสริฐ w.pachara.w@gmail.com ฉันทนา ผดุงทศ cpadungt@gmail.com <p> การศึกษาเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานตามมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกระดับจังหวัด ระหว่างปี พ.ศ. 2561 - 2565 และให้ข้อเสนอแนะในการดำเนินงาน โดยมีระเบียบวิธีวิจัยคือ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 47 จังหวัด เพื่อประเมินผลการดำเนินงานตามมาตรการ 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการเฝ้าระวังโรค 2) ด้านการป้องกันควบคุมโรค 3) ด้านการตรวจวินิจฉัยรักษา และ 4) ด้านการสื่อสารความเสี่ยง และประเมินประสิทธิผลการดำเนินงานตามมาตรการดังกล่าวจึงเป็นการเก็บข้อมูลศึกษา รวม 5 ด้าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า จังหวัดส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง (ร้อยละ 36.17) ภาพรวมการดำเนินงานอยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 80.85) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การดำเนินงานตามมาตรการ 4 ด้าน อยู่ในระดับดีมาก ขณะที่ด้านประสิทธิผลอยู่ในระดับดี โดยด้านวินิจฉัยรักษามีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 2.90, SD = 0.48) อยู่ในระดับดีมาก และด้านประสิทธิผลมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 1.53, SD = 0.49) แต่ยังคงอยู่ในระดับดี ในระดับตัวชี้วัดรายข้อ พบว่าการนำข้อมูลสถานการณ์โรคมาวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัยอื่นมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 2.98, SD = 0.15) อยู่ในระดับดีมาก ขณะที่การขับเคลื่อนตำบลจัดการโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืน มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 1.15, SD = 0.36) อยู่ในระดับพอใช้</p> <p> ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าระบบการดำเนินงานมีความเข้มแข็งในเชิงกระบวนการ แต่ยังพบช่องว่างสำคัญด้านประสิทธิผลและความยั่งยืน จึงมีข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติคือ ควรพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลที่สะท้อนผลลัพธ์เชิงประสิทธิผล เสริมสร้างกลไกตำบลจัดการโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคในระยะยาวต่อไป</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง https://li02.tci-thaijo.org/index.php/VBDJ/article/view/1681 การพัฒนาแนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกในโรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่นำร่อง นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี 2026-05-07T16:04:23+07:00 พชร วงษ์ประเสริฐ w.pachara.w@gmail.com ทิพยรัตน์ ผลิใบ tippayarat.bew@gmail.com สุภาวดี พวงสมบัติ jkonchom@gmail.com ภาณุพงศ์ โควสุรัตน์ isomer35884@gmail.com ปาจารีย์ อักษรนิตย์ pajaree.ak@gmail.com รัตนาพร บุญมีป้อม Prattanaporn7@gmail.com <p> โรคไข้เลือดออกยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากร และการเคลื่อนย้ายแรงงานสูง เช่น นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคทั้งในโรงงานและชุมชนข้างเคียงได้ ดังนั้น การพัฒนาระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคในสถานประกอบการจึงมีความสำคัญ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินแนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในโรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่นำร่อง นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี</p> <p> กลุ่มประชากรที่ศึกษา ได้แก่ กลุ่มชุมชนและกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม เก็บข้อมูลพื้นฐานของโรงงานด้วยแบบสังเกตและแนวคำถาม ซึ่งพัฒนาขึ้นตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา ได้แก่ การควบคุมพาหะนำโรค สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ระบบเฝ้าระวังและการจัดการโรค ประเมินความรู้จากการอบรมด้วยแบบทดสอบก่อนเรียน–หลังเรียน ประเมินผลการดำเนินงานของโรงงานด้วยแบบประเมินและการลงพื้นที่สำรวจการดำเนินงานในพื้นที่จริง ได้แก่ การกำหนดนโยบาย แผนการดำเนินงาน และผู้รับผิดชอบการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย การตรวจผู้ป่วยที่มีอาการสงสัยโรคไข้เลือดออก การให้สุขศึกษาแก่พนักงานทั่วไป และการดำเนินงานในโรงงานกรณีพบผู้ที่มีอาการสงสัยหรือป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก และจัดประชุมถอดบทเรียนในกลุ่มชุมชนและกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 64 คน โดยใช้วิธีการถกปัญหา (Objective Reflective Interpretive and Decisional : ORID) เพื่อสรุปผลจากการดำเนินงานและจัดทำข้อเสนอแนะในการพัฒนา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การเก็บข้อมูลพื้นฐานและการประชุมกับโรงงานที่เข้าร่วมโครงการ นำไปสู่การพัฒนาแนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกในโรงงานอุตสาหกรรม โดยแนวทางที่ได้มีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การกำหนดนโยบาย แผนการดำเนินงาน และผู้รับผิดชอบ การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย การตรวจผู้ป่วยที่มีอาการสงสัยโรคไข้เลือดออก การให้สุขศึกษาแก่พนักงานทั่วไป และการดำเนินงานในโรงงานกรณีพบผู้ที่มีอาการสงสัยหรือป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก รวมทั้งได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกแก่ผู้เข้าร่วมจำนวน 64 คน (n = 64) ผลพบว่าผู้เข้าร่วมมีความรู้และความเข้าใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 73.44 (47 คน) และผลการประเมินโรงงานที่เข้าร่วมโครงการจากแบบประเมินและการลงพื้นที่ พบว่ามีโรงงานผ่านการประเมินระดับดีเด่น 1 แห่ง และระดับการมีส่วนร่วม 3 แห่ง ซึ่งจากการถอดบทเรียนการดำเนินงานพบว่าแนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกในโรงงานอุตสาหกรรมที่พัฒนาขึ้น สามารถสนับสนุนการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกในโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ควรมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มการสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของสถานประกอบการและชุมชนโดยรอบ</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง https://li02.tci-thaijo.org/index.php/VBDJ/article/view/1715 การพัฒนาระบบประเมินคุณภาพภายนอกโดยใช้การเปรียบเทียบผลระหว่างห้องปฏิบัติการ สำหรับการตรวจวินิจฉัยมาลาเรียด้วย Real-time PCR ของห้องปฏิบัติการอ้างอิงระดับเขต สังกัดกรมควบคุมโรค ในประเทศไทย 2026-04-27T10:13:17+07:00 จันทร์พร จินา karunthida.pukbung@gmail.com ธุวาพร สุวรรณลา tuvaporn15@gmail.com เพลินพิศ พันพราน Ppunpran@gmail.com <p> โรคไข้มาลาเรียยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะในประเทศที่มุ่งสู่การกำจัดโรค การตรวจวินิจฉัยด้วยวิธี Real-time polymerase chain reaction (Real-time PCR) เป็นเครื่องมือที่สำคัญ ซึ่งมีความไวและความจำเพาะสูง สามารถตรวจพบการติดเชื้อระดับต่ำและจำแนกชนิดเชื้อมาลาเรียได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังไม่มีระบบประเมินคุณภาพภายนอก (External Quality Assessment; EQA) สำหรับการตรวจวินิจฉัยมาลาเรียด้วยวิธีดังกล่าวในเครือข่ายห้องปฏิบัติการอ้างอิงระดับเขต การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบประเมินคุณภาพภายนอกสำหรับใช้ในการเปรียบเทียบผลระหว่างห้องปฏิบัติการ (Inter-laboratory Comparison; ILC) และประเมินสมรรถนะของห้องปฏิบัติการอ้างอิงระดับเขต สังกัดกรมควบคุมโรค</p> <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 ในห้องปฏิบัติการอ้างอิงระดับเขตจำนวน 10 แห่ง สังกัดกรมควบคุมโรค ตัวอย่างทดสอบพัฒนาจากตัวอย่างเลือดผู้ป่วยมาลาเรียที่เหลือจากการตรวจวินิจฉัยในรูปแบบ dried blood spot (DBS) ครอบคลุมเชื้อ <em>Plasmodium falciparum, P. vivax, P. malariae, P. ovale, P. knowlesi</em> และตัวอย่างลบ โดยผ่านการประเมินความเป็นเนื้อเดียวกัน (homogeneity) และความคงตัว (stability) ก่อนนำไปใช้ในการประเมินสมรรถนะห้องปฏิบัติการ ซึ่งผู้เข้ารับการประเมินดำเนินการตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธี Real-time PCR ตามวิธีมาตรฐานของแต่ละแห่ง และรายงานผลการตรวจเป็นชนิดเชื้อและค่า cycle threshold (Ct)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าตัวอย่าง DBS ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพเหมาะสมสำหรับใช้ในระบบ ILC โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวนของค่า Ct ไม่เกินร้อยละ 5 และมีความแตกต่างของค่า Ct ระหว่างการทดสอบความคงตัวไม่เกิน ±1.0 เมื่อนำไปใช้ในการประเมินสมรรถนะจำนวน 2 รอบ พบว่ารอบที่ 1 ห้องปฏิบัติการทั้ง 10 แห่งได้รับคะแนนร้อยละ 100 ขณะที่รอบที่ 2 ห้องปฏิบัติการ 9 แห่ง ได้รับคะแนนร้อยละ 100 และ 1 แห่ง ได้รับคะแนนร้อยละ 80 จากการรายงานผลคลาดเคลื่อน 1 ตัวอย่าง ส่งผลให้คะแนนเฉลี่ยของเครือข่ายเท่ากับร้อยละ 99 (SD = 3.16) การประเมินค่าความสอดคล้องด้วยสถิติ Fleiss' Kappa ของผลตรวจเท่ากับ 0.976 (<em>p</em> &lt; 0.001) จัดอยู่ในระดับ Almost Perfect Agreement และค่า ΔCt อยู่ในช่วง -0.91 ถึง 0.98 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ยอมรับทั้งหมด การวิเคราะห์ Z-score พบว่าห้องปฏิบัติการส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ยอมรับ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\left&amp;space;|&amp;space;Z\right&amp;space;|" alt="equation" /> ≤ 2) จากผลการตรวจทั้งหมด 99 ตัวอย่าง พบค่าความไวร้อยละ 100 ค่าความจำเพาะร้อยละ 95.24 ค่าพยากรณ์ผลบวกร้อยละ 98.75 และค่าพยากรณ์ผลลบร้อยละ 100</p> <p> สรุปได้ว่าระบบ ILC ที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นเครื่องมือประเมินคุณภาพภายนอกสำหรับการตรวจวินิจฉัยมาลาเรียด้วยวิธี Real-time PCR ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยประเมินความถูกต้อง ความสอดคล้อง และความสามารถของห้องปฏิบัติการในการตรวจวิเคราะห์ภายใต้สภาวะการปฏิบัติงานจริง อีกทั้งยังสามารถระบุความคลาดเคลื่อนและสนับสนุนการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของข้อมูลทางห้องปฏิบัติการ สนับสนุนการดำเนินงานตามมาตรฐาน ISO 15189 และการเฝ้าระวังเพื่อการกำจัดโรคไข้มาลาเรียของประเทศไทยอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง