วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง https://li02.tci-thaijo.org/index.php/VBDJ <p><strong>วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง</strong><br /><strong>E-ISSN:</strong> ________<br /><strong>กำหนดออก :</strong> ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน, ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม)<br /><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </strong>วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง (Vector Borne Diseases Journal : VBDJ) เป็นวารสารทางวิชาการ จัดเผยแพร่โดย กองโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่วิทยาการเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม การวินิจฉัยรักษา ด้านโรคติดต่อนำโดยแมลง และสัตว์ขาข้อปล้องอื่นๆ ที่เป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุข รวมถึงด้านชีววิทยาและสิ่งแวดล้อมของสัตว์รังโรค พาหะนำโรค การพัฒนางานเชิงระบบ การพัฒนานโยบาย ยุทธศาสตร์ การป้องกันควบคุมโรค ระบบสาธารณสุขและการแพทย์ แนวทางบูรณาการสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) การเข้าถึงการรักษา การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และการติดตามประเมินผล<br />ทั้งที่เป็นนิพนธ์ต้นฉบับ (Original article) รายงานปริทัศน์ (Review article) รายงานผู้ป่วย (Case report) และรายงานการสอบสวนโรค (Outbreak investigation report)</p> Division of Vector Borne Diseases th-TH วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง <p><span style="font-weight: 400;">ข้อคิดเห็นและเนื้อหาที่ปรากฏในบทความเป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้แต่งแต่ละท่าน มิได้สะท้อนถึงทัศนะของวารสารหรือหน่วยงาน/สถาบันต้นสังกัด ความถูกต้องและข้อผิดพลาดใด ๆ เป็นความรับผิดชอบของผู้แต่งโดยเฉพาะ</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">การนำบทความ เนื้อหา ข้อมูล หรือภาพประกอบไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ในลักษณะอื่น ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก </span><strong>กองโรคติดต่อนำโดยแมลง</strong><span style="font-weight: 400;"> ก่อนเท่านั้น</span></p> การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการตรวจหาเชื้อมาลาเรีย ระหว่างเทคนิคปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรสเชิงปริมาณกับการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ในพื้นที่ระบาดของประเทศไทย พ.ศ. 2560-2563 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/VBDJ/article/view/1560 <p>โรคไข้มาลาเรียเป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากโปรโตซัวในกลุ่มพลาสโมเดียม (<em>Plasmodium spp.</em>) ถึงแม้จะมียารักษาให้หายขาด ได้ แต่หากวินิจฉัยล่าช้าและรักษาไม่ทันท่วงที อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพ การตรวจหาเชื้อมาลาเรียระหว่างเทคนิคอณูชีวโมเลกุล (Quantitative PCR; qPCR) กับการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยทำการ ศึกษาในตัวอย่างผู้ป่วยมาลาเรียจํานวน 198 ราย ที่เก็บระหว่างปี พ.ศ. 2560-2563 จากโครงการเฝ้าระวังประสิทธิผลของยาต้าน มาลาเรีย (Integrated Drug Efficacy Surveillance; iDES) ในพื้นที่ระบาดของ 14 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ชลบุรี ระนอง ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา และยะลา ผลการศึกษาพบ ความสอดคล้องของผลการตรวจทั้งสองวิธีร้อยละ 94.95 (188 ตัวอย่าง) และผลไม่สอดคล้องร้อยละ 5.05 (10 ตัวอย่าง) โดยส่วน ใหญ่เป็นการติดเชื้อมาลาเรียมากกว่าหนึ่งชนิดและการติดเชื้อ <em>P. Knowlesi</em> เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการตรวจ พบว่า PCR มี ความถูกต้อง ความไว และความจำเพาะร้อยละ 100 แม้ว่า qPCR จะมีต้นทุนสูงกว่า แต่ความแม่นยำของผลการตรวจสามารถนำ ไปใช้เป็นข้อมูลทางระบาดวิทยาเพื่อการควบคุมและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พัชริดา บุญเดช รุ่งนิรันดร์ สุขอร่าม พลวัชร์ เรืองศิรรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-09 2026-02-09 17 1 1 10 สารป้องกันการแข็งตัวของเลือดในการเพาะเลี้ยงยุงลายบ้าน Aedes aegypti (Diptera: Culicidae) ในห้องปฏิบัติการ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/VBDJ/article/view/1561 <p>การเพาะเลี้ยงยุงพาหะนำโรคในห้องปฏิบัติการเป็นขั้นตอนสำคัญในการวิจัยทางกีฏวิทยาที่มีผลต่อปริมาณและคุณภาพของยุง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของสารป้องกันการแข็งตัวของเลือดในการเลี้ยงยุงลายบ้าน (<em>Aedes aegypti</em>) ในห้องปฏิบัติการ โดยทดสอบสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด 7 ชนิด ได้แก่ EDTA K3, Li-Heparin, Sodium fluoride, Sodium citrate, CPD, CPDA-1 และกลุ่มควบคุม (พลาสมา) ทำการทดลอง 3 ซ้ำ ณ ห้องปฏิบัติการกีฏวิทยา คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2559 ถึงมีนาคม 2560 โดยใช้ยุงลายบ้านเพศเมียอายุ 5-7 วัน และให้เลือด ผ่านเมมเบรนเทียม ผลการศึกษาพบว่าอัตราการสืบพันธุ์ ได้แก่ จำนวนไข่ ดักแด้ และตัวเต็มวัย ที่ได้จากยุงลายบ้านเพศเมียที่กิน เลือดผสมสารป้องกันการแข็งตัวทั้ง 7 ชนิด มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p&lt;0.05) โดยกลุ่มควบคุม (พลาสมา) ให้จำนวนไข่เฉลี่ย สูงสุด (593.33 + 105.88 ฟอง) จำนวนดักแด้ (430.00 ± 112.73 ตัว) ตัวเต็มวัยเพศผู้ (178.33 + 38.76 ตัว) และตัวเต็มวัยเพศ เมีย (251.67 ± 74.18 ตัว) โดยมีอัตราการรอดชีวิตจากระยะไข่จนถึงตัวเต็มวัย 33% รองลงมาคือ CPD (380.67 ± 124.54 ฟอง) และ CPDA-1 (362.00 ± 239.83 ฟอง) ในขณะที่ยุงที่ได้รับเลือดผสม Sodium fluoride ไม่พบการพัฒนาของไข่ (0.00 + 0.00 ฟอง) Li-Heparin ให้ผลต่ำในทุกระยะการพัฒนา (30.00 + 30.00 ฟอง) ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการใช้พลาสมาเป็นทางเลือก ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสําหรับการเพาะเลี้ยงยุงลายบ้านในห้องปฏิบัติการผ่านการให้เลือดทางเมมเบรนเทียม ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ ในการเลือกสารป้องกันการแข็งตัวของเลือดที่เหมาะสม เพิ่มประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงยุง และเป็นทางเลือกในการทดแทนการใช้ สัตว์ทดลองตามหลักจริยธรรม 3Rs ในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคติดต่อนำโดยยุง</p> นูรไอนี ยายา กราญ์จนา ถาอินชุม ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-09 2026-02-09 17 1 11 22 กองโรคติดต่อนำโดยแมลงองค์กรแห่งความสุข ปี 2562 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/VBDJ/article/view/1562 <p>กองโรคติดต่อนำโดยแมลงได้ดําเนินการตามแผน ปฏิบัติการเสริมสร้างความสุขและความผูกพันของบุคลากร ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 โดยมุ่งหวังให้มีการเสริมสร้างความ สุขของบุคลากรในองค์กร สอดคล้องกับแนวคิดของกระทรวง สาธารณสุขที่มุ่งดำเนินงานกับกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ “คนในองค์กร” ที่ถือเป็นบุคคลสำคัญและเป็นกำลังหลักของหน่วย งานโดยหวังว่า เมื่อคนทำงานในองค์กรมีความสุข ย่อมส่ง ผลดีต่อการปฏิบัติงานและบรรลุเป้าหมายขององค์กรรวมถึงความผาสุกในครอบครัวชุมชน ส่งผลต่อสังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวได้สอดรับกับการประเมิน คุณภาพชีวิต ความสุข และความผูกพันในองค์กร (HAPPINOMETER) มาขับเคลื่อนการดำเนินงานองค์กรแห่งความสุข ตามช่องว่างที่พบในการประเมินนั้น โดยจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการเสริมสร้างความสุขและความผูกพันของกองโรคติดต่อนําโดยแมลง ซึ่งเน้นดำเนินการปิดช่องว่างที่พบจากการสำรวจคุณภาพชีวิตความสุข และความผูกพันในองค์กร ได้แก่ Happy Heart (น้ำใจดี) Happy Soul (จิตวิญญาณดี) และ Happy Brain (ใฝ่รู้ดี) และจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความผูกพันขององค์กร Say (กล่าวถึงองค์กร) อย่างต่อเนื่องอีกด้วย</p> ดวงกมล หาทวี ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-09 2026-02-09 17 1 23 28 การชุบมุ้งด้วยสารเคมีควบคุมยุงพาหะนำโรคไข้มาลาเรีย https://li02.tci-thaijo.org/index.php/VBDJ/article/view/1563 <p>ปัจจุบันมาตรการควบคุมยุงพาหะนำโรคไข้มาลาเรียในพื้นที่แพร่เชื้อมาลาเรียของประเทศไทย มี 3 มาตรการหลักคือ ใช้มุ้งชุบสารเคมีเป็นมาตรการหลักอันดับแรก หากไม่สามารถ ดำเนินการชุบมุ้งด้วยสารเคมีในพื้นที่ดังกล่าวได้ ให้แจกมุ้งชุบสารเคมีแบบออกฤทธิ์ยาวนานเป็นอันดับที่สอง และหากไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งสองวิธีการที่กล่าวมา ให้ดำเนินการพ่นสารเคมี แบบมีฤทธิ์ตกค้างบนผนังบ้านเป็นลำดับที่สาม การชุบมุ้งด้วย สารเคมีจะดำเนินการในพื้นที่แพร่เชื้อไข้มาลาเรีย (A1) พื้นที่ ที่การแพร่เชื้อหยุดยั้งแต่ยังไม่ครบ 3 ปี (A2) และพื้นที่ไม่มีการแพร่เชื้อ (B) ที่ได้ยืนยันผลการสอบสวนแหล่งแพร่เชื้อว่าเป็นแหล่ง แพร่เชื้อใหม่ การชุบมุ้งด้วยสารเคมีในพื้นที่ดังกล่าว ดำเนินการ ให้ครอบคลุมได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 หลังคาเรือน และให้มีอัตรา การใช้มุ้งชุบสารเคมี อย่างน้อย 1 หลังต่อ 2 คน</p> <p>การชุบมุ้งด้วยสารเคมีจะใช้สารเคมีในปริมาณน้อย ไม่ทำให้เกิดการตกค้างในสภาพธรรมชาติและไม่สูญเสียสารเคมีสารเคมีส่วนใหญ่ที่ใช้สำหรับชุบมุ้ง นอกจากจะมีคุณสมบัติในการ ฆ่ายุงที่มาสัมผัสมุ่งแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการไล่ยุงไม่ให้เข้ามา ในบริเวณนั้นด้วย สารเคมีที่ใช้มุ้งชุบจะเป็นสารที่มีความปลอดภัยสูง ต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และเป็นสารในรูปแบบสูตรที่สามารถ ละลายน้ำได้ดี ไม่มีไอระเหยที่ทําให้เกิดการระคายเคืองต่อผู้ใช้ และผู้ชุบมุ้ง ปัจจุบันสารเคมีที่นำมาใช้ชุบมุ้งจะเป็นสารเคมีในกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ เช่น เดลต้ามิทริน (deltamethrin) เพอร์มิทริน (permethrin) และอัลฟ่าไซเปอร์มิทริน (alpha -Cypermethrin) เป็นต้น</p> <p>การชุบมุ้งด้วยสารเคมีควรดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงานด้านการควบคุมยุงพาหะนำโรคที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยจากสารเคมี และได้มุ้งชุบสารเคมีที่มีคุณภาพในการป้องกันยุง อย่างไรก็ตาม บุคคลทั่วไปสามารถทำการชุบมุ้ง ด้วยสารเคมีได้ด้วยตนเอง โดยรับการสนับสนุนสารเคมีจาก หน่วยงานของภาครัฐ แต่การชุบมุ้งด้วยสารเคมีจะต้องอยู่ภายใต้ การกำกับของเจ้าหน้าที่ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ หรือผ่านการฝึกอบรม วิธีการชุบมุ้งจากผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นเพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถชุบมุ้งด้วยสารเคมีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงพาหะนำโรคไข้มาลาเรีย จึงได้จัดทำเอกสารฉบับนี้ขึ้น สําหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติในพื้นที่แพร่เชื้อมาลาเรีย และอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่ สามารถชุบมุ้งด้วยสารเคมีได้ด้วยตนเอง</p> คณัจฉรีย์ ธานิสพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-09 2026-02-09 17 1 29 34