https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/issue/feed วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ 2026-07-13T15:43:31+07:00 Asst.Prof. Kampanat Kusirirat Ph.D. advscij@bsru.ac.th Open Journal Systems <p><em> วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นสื่อในการเผยแพร่ความรู้ และผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพในด้านวิทยาศาสตร์ทางด้านคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ชีวเคมี จุลชีววิทยา วิทยาศาสตร์ประยุกต์ทางด้านเกษตร เทคโนโลยีการเกษตร วิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีวัสดุและผลิตภัณฑ์ วิทยาศาสตร์สุขภาพทางด้านเทคนิคการแพทย์ แพทย์แผนไทย สาธารณสุข อาชีวอนามัยและความปลอดภัย วิทยาศาสตร์การแพทย์ ชีววิทยาการแพทย์ วิทยาการสุขภาพและความงาม คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีพลังงาน เทคโนโลยีอุตสาหการ เทคโนโลยีการผลิต และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ กลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน โดยรับบทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) ที่จะต้องไม่เคยนำไปเผยแพร่ในวารสารฉบับอื่นมาก่อน และต้องไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อลงในวารสารอื่น ๆ บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสถาบันที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน บทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกที่ไม่ได้สังกัดเดียวกับผู้นิพนธ์ ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review) กำหนดการเผยแพร่ตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี คือ ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย</em></p> https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1228 ปัญญาประดิษฐ์กับการสื่อสารการเรียนรู้ตลอดชีวิตบริบทประเทศไทย 2025-08-21T07:59:48+07:00 กันต์ปาณัสม์ อำไพวรรณ kanpanus.prince@gmail.com <p> บทความนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ภายใต้บริบทประเทศไทย โดยเชื่อมโยงกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีด้านความรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) โมเดลการเรียนรู้ตลอดชีวิต และปัญหาช่องว่างทางดิจิทัล ทั้งนี้ได้ศึกษาข้อมูลเชิงประจักษ์จากกรณีศึกษานโยบายและโครงการด้าน AI เพื่อการศึกษาของไทย ตลอดจนผลการวิจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น การสำรวจความรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ ของนิสิตนักศึกษาไทย การวิเคราะห์เชิงคุณภาพเอกสารนโยบาย และบทสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ การวิจัยพบว่า AI มีศักยภาพในการปรับการเรียนการสอนให้เหมาะกับผู้เรียนรายบุคคล เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารและการจัดการการศึกษา และเปิดโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้สำหรับทุกช่วงวัย [6,8] อย่างไรก็ดี มีความท้าทายสำคัญที่ต้องพิจารณา เช่น ความไม่พร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีและทักษะครู ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลระหว่างกลุ่มประชากร ตลอดจนประเด็นจริยธรรมและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล [6,8]</p> <p> บทความสรุปว่าการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการศึกษาตลอดชีวิตควรดำเนินควบคู่กับการพัฒนาความรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ และทักษะดิจิทัลของประชาชน ลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยีระหว่างพื้นที่และกลุ่มวัย รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ครอบคลุม เสมอภาค และยั่งยืนสำหรับประเทศไทย</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1174 การประยุกต์ใช้ Generative AI ในการเขียนโปรแกรมที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ 2025-07-09T10:19:59+07:00 ธนากร แสงกุดเลาะ thanakorns@nu.ac.th ภาสกร เรืองรอง passkornr@nu.ac.th เอกสิทธิ์ เทียมแก้ว ekkasit.tiamkaew@gmail.com <p> การคิดวิเคราะห์เป็นทักษะสำคัญในการเขียนโปรแกรมที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพและตอบโจทย์การใช้งานจริง อย่างไรก็ตาม ในบริบทประเทศไทยยังมีปัญหาหลายประการ เช่น ระบบการเรียนการสอนที่เน้นการท่องจำ ข้อจำกัดด้านทรัพยากรในสถานศึกษา การพึ่งพาเครื่องมืออัตโนมัติอย่าง Generative AI มากเกินไป และการขาดหลักสูตรที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยตระหนักถึงปัญหาการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนที่อยู่ในระดับต่ำ จึงได้ดำเนินโครงการและส่งเสริมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ เช่น ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ รวมถึงการใช้ Active Learning, STEM และ PLC เพื่อพัฒนาทักษะดังกล่าว ในช่วงโควิด-19 การเรียนออนไลน์ด้วยสื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีช่วยสนับสนุนการคิดวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีการเตรียมปรับหลักสูตรสู่หลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่เน้นการคิดวิเคราะห์ผ่านการเรียนรู้จากปรากฏการณ์จริงเพื่อเสริมสร้างความพร้อมของผู้เรียนในอนาคต</p> <p> จากข้อมูลระดับสากลพบว่า 98.5% ของนายจ้าง เห็นว่าทักษะการคิดวิเคราะห์ (critical thinking) เป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในการจ้างงาน แต่มีเพียง 55.8% เท่านั้นที่ประเมินว่านักศึกษาจบใหม่มีความเชี่ยวชาญในทักษะนี้ ซึ่งสะท้อนถึงช่องว่างอย่างมีนัยสำคัญ [1] ขณะเดียวกัน 69.6% ของนายจ้าง ระบุว่าทักษะการคิดเชิงวิพากษ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการทำงาน [2] นอกจากนี้ รายงานจาก Forbes ยังระบุว่าองค์กรกว่า 60% ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับผู้สมัครที่มีความสามารถด้านนี้ [3] ข้อมูลเชิงสถิติเหล่านี้จึงเน้นย้ำว่า ความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลเป็นความสามารถที่ควรเร่งพัฒนา โดยเฉพาะในระบบการศึกษาและการฝึกอบรม เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจความรู้</p> <p> ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและเตรียมความพร้อมในการประยุกต์ใช้ AI ผ่านนโยบาย ฝึกอบรมครู และสนับสนุนการวิจัย เพื่อให้การศึกษาและแรงงานปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ยังขาดการส่งเสริมที่เน้นการพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์ควบคู่กับการใช้ AI การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องเริ่มจากการพัฒนาหลักสูตรที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ เช่น Problem-Based Learning (PBL) และ Phenomenon-Based Learning (PhBL) ควบคู่กับการใช้ Generative AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ที่กระตุ้นการวิเคราะห์และการแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์เป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ รูปแบบการสอน PBL และ PhBL สนับสนุนการพัฒนาทักษะนี้โดยให้ผู้เรียนเผชิญกับปัญหาหรือปรากฏการณ์จริงที่ต้องวางแผน วิเคราะห์ และตัดสินใจอย่างเป็นระบบ จึงช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเชิงลึกและความสามารถในการแก้ไขปัญหาในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>Generative AI มีศักยภาพในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเขียนโปรแกรม เช่น การสร้างชุดคำสั่งอัตโนมัติ การตรวจสอบและปรับปรุงชุดคำสั่ง และการให้คำแนะนำสำหรับผู้เรียน แต่ควรถูกใช้อย่างสมดุลเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาทรัพยากร การอบรมครู และการปรับปรุงหลักสูตร จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาการคิดวิเคราะห์ในผู้เรียนและนักพัฒนาได้อย่างยั่งยืน การผสานการสอนที่เน้นการคิดวิเคราะห์กับเทคโนโลยี Generative AI ไม่เพียงช่วยพัฒนาความสามารถของบุคลากร แต่ยังเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยในระดับโลก</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1209 แอนแทรกซ์: การจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยภายใต้แนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว 2025-10-01T11:10:30+07:00 กิจจา จิตรภิรมย์ kj.pirom@yahoo.com ปิยะรัตน์ จิตรภิรมย์ kitja.ch@bsru.ac.th <p> โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่เกิดจากเชื้อ <em>Bacillus anthracis</em> ซึ่งมีความคงทนในสิ่งแวดล้อมและสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพสัตว์ มนุษย์ และระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานเกษตรกรรม โรงฆ่าสัตว์ และผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์จากสัตว์ บทความนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์โรคแอนแทรกซ์ในมิติของอาชีวอนามัยและความปลอดภัยภายใต้แนวคิด “สุขภาพหนึ่งเดียว” (One Health) เพื่อเสนอแนวทางการป้องกัน ควบคุม และบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบในระดับบุคคล สถานประกอบการ และชุมชน</p> <p> ผลการทบทวนข้อมูลพบว่า การเกิดโรคมีความสัมพันธ์กับปัจจัยสิ่งแวดล้อม การขาดระบบวัคซีนสัตว์ การจัดการซากสัตว์ที่ไม่เหมาะสม และพฤติกรรมเสี่ยงของแรงงาน เช่น การสัมผัสซากสัตว์หรือบริโภคเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการตรวจสุขภาพ การควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องดำเนินการเชิงบูรณาการผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและท้องถิ่น โดยเฉพาะการเฝ้าระวังเชิงรุก การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในสัตว์ การอบรมแรงงานให้มีความรู้ด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety) และการยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการให้สอดคล้องกับกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์ พ.ศ. 2559 ข้อเสนอเชิงนโยบายจากบทความนี้เน้นให้เกิดการบูรณาการหน่วยงานด้านสาธารณสุข สัตวแพทย์ และอาชีวอนามัยในกรอบ One Health เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังและการตอบสนองต่อโรคแอนแทรกซ์อย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือดิจิทัลสำหรับติดตามสถานการณ์โรคในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพแรงงานและเสริมสร้างความมั่นคงทางชีวภาพของประเทศในระยะยาว</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1185 ผลของสารสกัดจากรำข้าวเหนียวแดงต่อการต้านการแข็งตัวของเลือดในหลอดทดลอง 2025-05-30T09:33:00+07:00 เกวลิน วงศ์โถง kvongthoung@gmail.com ณรงค์ศักดิ์ มั่นคง jittmunkong@gmail.com อัฐพันธ์ หมอช้าง atthapan.mor@mfu.ac.th ภัสราวดี เผ่าจินดา patsarawadee.pa@bsru.ac.th นันทวดี เนียมนุ้ย nunthawadee@bsru.ac.th <p> ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดเป็นลักษณะสำคัญที่พบในโรคหลายชนิด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินฤทธิ์ของสารสกัดจากรำข้าวเหนียวแดง (<em>Oryza sativa</em> L.) ต่อการแข็งตัวของเลือดในหลอดทดลอง โดยใช้พลาสมาจากอาสาสมัครสุขภาพดี สารสกัดถูกเตรียมที่ความเข้มข้น 5, 10 และ 20 mg/mL ซึ่งให้ความเข้มข้นสุดท้ายในหลอดทดลองเท่ากับ 1, 2 และ 4 mg/mL ตามลำดับ จากนั้นทำการวัดค่าการแข็งตัวของเลือดด้วยวิธี Prothrombin time (PT) และ Activated partial thromboplastin time (aPTT) ผลการศึกษาพบว่า ที่ความเข้มข้น 1 mg/mL ได้ค่า PT เท่ากับ 26.53 ± 0.27 วินาที และ aPTT เท่ากับ 121.23 ± 1.07 วินาที, ความเข้มข้น 2 mg/mL ได้ค่า PT เท่ากับ 39.77 ± 0.36 วินาที และ aPTT เท่ากับ 164.20 ± 0.47 วินาที และที่ความเข้มข้น 4 mg/mL ได้ค่า PT เท่ากับ 67.30 ± 0.64 วินาที และ aPTT เท่ากับ 174.90 ± 0.49 วินาที ตามลำดับ สารสกัดจากรำข้าวเหนียวแดงที่ความเข้มข้น 10 และ 20 mg/mL (ความเข้มข้นสุดท้าย 2 และ 4 mg/mL ในหลอดทดลอง) สามารถเพิ่มระยะเวลา PT ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม PBS (negative control) โดยมีค่า P &lt; 0.05 การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับสารสกัดความเข้มข้น 5 mg/mL กับกลุ่มที่ได้รับ 20 mg/mL (ความเข้มข้นสุดท้าย 1 และ 4 mg/mL ในหลอดทดลอง) พบว่าผลทดสอบระยะเวลา aPTT มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P &lt; 0.05) แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มความเข้มข้นของสารสกัดจากรำข้าวเหนียวแดงมีผลยืดระยะเวลาการแข็งตัวของเลือด โดยความเข้มข้น 4 mg/mL มีฤทธิ์ยับยั้งการแข็งตัวของเลือดมากที่สุด ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าสารสกัดจาก <em>Oryza sativa</em> L. อาจมีศักยภาพในการใช้เป็นสารต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการรักษาหรือป้องกันภาวะที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดได้ในอนาคต</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1192 การเจริญเติบโตและผลผลิตของบักวีตภายใต้ระดับความสูงที่แตกต่างกันเพื่อการจัดการการผลิตบนพื้นที่สูง 2025-09-22T16:08:45+07:00 สุทธกานต์ ใจกาวิล suttakarn.j@rice.mail.go.th วิชญ์ภาส สังพาลี witchaphart@mju.ac.th จักรพงษ์ กางโสภา jakkapong_ks@mju.ac.th เนตรนภา อินสลุด nednapa@mju.ac.th <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการเจริญเติบโตและผลผลิตของบักวีตภายใต้ระดับความสูงที่แตกต่างกัน โดยทำการทดลองในพื้นที่ที่มีระดับความสูงแตกต่างกัน 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าวแพร่ (166 MSL) บ้านนากอก (552 MSL) และสถานีเกษตรที่สูงภูพยัคฆ์ (1,001 MSL) ผลการศึกษาพบว่า ความแตกต่างของระดับความสูงส่งผลต่อค่าการสะสมอุณหภูมิ (GDD) ตลอดฤดูปลูก ซึ่งแตกต่างกันเป็นลำดับคือ 1,670, 1,570 และ 1,328 องศาเซลเซียส ตามลำดับ โดยในช่วงต้นของการเจริญเติบโต ค่าความแตกต่างของ GDD น้อย จึงไม่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตมากนัก แต่ในช่วงระยะสืบพันธุ์ ความแตกต่างของ GDD ที่สูงขึ้นมากกว่า 100 องศาเซลเซียส ส่งผลให้การพัฒนาช่อดอกและการติดเมล็ดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยพื้นที่ที่มีระดับความสูงต่ำที่สุดให้ผลผลิตเมล็ดน้อยกว่าพื้นที่สูงถึง 23–44 เปอร์เซ็นต์ ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การสะสมอุณหภูมิที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาทางสืบพันธุ์ของบักวีต และควรใช้เป็นแนวทางในการเลือกพื้นที่ปลูก โดยพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับการผลิตเมล็ดเพื่อเชิงพาณิชย์ ส่วนพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า ควรเน้นการปลูกเพื่อไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด ทั้งนี้ ข้อมูลจากการศึกษาสามารถใช้วางแผนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการดินและพืชให้แก่เกษตรกรในพื้นที่สูงของประเทศไทย</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1190 การปล่อยและการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 2025-09-18T19:54:32+07:00 ถิรนันท์ สอนแก้ว thiranan.sonkaew@gmail.com ดลฤดี สุขใจ dondee@g.lpru.ac.th ละมาย จันทะขาว lamay@lpru.ac.th อภิศักดิ์ จักรบุตร apisak@g.lpru.ac.th ปริยนุช ปัญญา pnuchp@hotmail.com ศรายุทธ มาลัย sarayutd.m@g.lpru.ac.th จตุทิพย์ ก๋ายะ jatutip@g.lpru.ac.th <p> ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO<sub>2</sub>) เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการการปล่อยและกักเก็บคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นแนวทางสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพของต้นไม้ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ สำหรับเป็นข้อมูลปีฐาน และประเมินแนวทางการพัฒนาเป็นคาร์บอนเครดิตของมหาวิทยาลัย และ 2) ประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัย รวมถึงการวิเคราะห์แหล่งที่มาหลักของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยจำแนกตามขอบเขตการปล่อยก๊าซประเภทที่ 1 - 3 การศึกษาเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามในปี 2566 และวิเคราะห์ข้อมูลตามแนวทางขององค์การบริหารก๊าซเรือนกระจกและคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC, 2006) ตามหลักมาตรฐานการจัดทำบัญชีและการรายงานก๊าซเรือนกระจกสำหรับองค์กร ผลการวิจัยพบว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางมีต้นไม้ส่วนใหญ่อยู่กลุ่มพรรณไม้ทั่วไปมีจำนวนคิดเป็น 95.8% รองลงมาเป็นกลุ่มปาล์มคิดเป็น 4.1% และเถาวัลย์ โดยไม่พบกลุ่มไผ่และพรรณไม้ป่าชายเลน เมื่อคำนวณมวลชีวภาพรวมพบว่าเท่ากับ 3,420 ตัน โดยสามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่ารวมได้ 5,885 ตัน ซึ่งมาจากมวลชีวภาพเหนือพื้นดิน 4,628 ตัน และมวลชีวภาพใต้ดินได้ 1,257 ตัน อย่างไรก็ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมหาวิทยาลัยในปี 2566 เกิดจากกิจกรรมประเภทที่ 1 ซึ่งเป็นการปล่อยทางตรง คิดเป็นเพียง 6% ซึ่งเกิดจากการใช้ยานพาหนะในการเดินทางไปราชการ การใช้ก๊าซหุงต้ม และการทำการเกษตรและปศุสัตว์ รองลงมาจากการทำกิจกรรมประเภทที่ 3 ด้วยการปล่อยทางอ้อมด้วยวิธีอื่น ๆ คิดเป็น 35.3% ซึ่งมาจากปริมาณขยะ 28.3% การใช้ยานพาหนะ 6.8% และและสิ่งปฏิกูล 0.1% ส่วนกิจกรรมประเภทที่ 2 เป็นการปล่อยทางอ้อมจากการใช้ไฟฟ้าซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดถึง 59.2% หรือ 1834.4 ตัน ของการปลดปล่อยทั้งหมด ซึ่งอยู่ที่ 3,100.34 ตัน เมื่อเทียบในปี 2566 พบว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นเป็น 52.7% เทียบเท่าของปริมาณที่สะสมอยู่ในต้นไม้ภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการวางแผนการจัดการพื้นที่สีเขียว การลดและการชดเชยปริมาณคาร์บอนของมหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืนในอนาคต</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1221 การประยุกต์สารละลายจากผงเปลือกไข่ในการกำจัดเพลี้ยแป้งวงศ์ Pseudococcidae 2025-11-16T12:43:47+07:00 ดวงทิพย์ กันฐา agrdtk@ku.ac.th นิตยา แก้วแพรก nittaya@tistr.or.th <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสารกำจัดแมลงศัตรูพืชจากผงเปลือกไข่และทดสอบประสิทธิภาพต่อเพลี้ยแป้งวงศ์ Pseudococcidae ในห้องปฏิบัติการและในแปลงทดลอง ผลการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05, F = 170.43, Sig. = 0.00) โดยสูตรสารละลายที่มีส่วนผสมของผงเปลือกไข่และแคลเซียมคาร์บอเนต มีค่าเฉลี่ยอัตราการตายของเพลี้ยแป้งสูงสุด 28.5 ± 1.91 และมีการตายร้อยละ 57 ในการทดลองในแปลงพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; 0.05, F = 76.55, Sig. = 0.00) โดยค่าเฉลี่ยอัตราการตายสูงสุดอยู่ที่ 7.66 ± 0.57 และการตายร้อยละ 76.66 ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่าสารละลายจากผงเปลือกไข่ร่วมกับแคลเซียมคาร์บอเนตสามารถใช้เป็นสารกำจัดแมลงธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1256 สมุนไพรที่มีสรรพคุณรักษาโรคผิวหนังตามตำราการแพทย์แผนไทย 2025-11-12T14:57:41+07:00 รุสนี มามะ rusnee77@gmail.com สายฝน สมภูสาร noofonna@gmail.com กฤษดา ศรีหมตรี kritsada.ss7538@gmail.com มะลิวัลย์ ปารีย์ Paree443@gmail.com ธัญลักษณ์ ปู่คำสุข iamtanya_2558@hotmail.com <p> การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมสมุนไพรเดี่ยวที่มีสรรพคุณรักษาโรคผิวหนังในตำราการแพทย์แผนไทย โดยศึกษาจากแหล่งตำรา ดังนี้ 1) ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ได้แก่ ตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง รัชกาลที่ 5 และตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ของพระยาพิศณุประสาทเวช 2) ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไปของ กองการประกอบโรคศิลปะ ได้แก่ ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไปสาขาเวชกรรม, สาขาเภสัชกรรม, สาขาการผดุงครรภ์และตำรับยาแผนโบราณ 3) ตำราพระโอสถพระนารายณ์ 4) ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ภูมิปัญญาทางการแพทย์และมรดกทางวรรณกรรมของชาติ และ 5) พจนานุกรมศัพท์แพทย์และเภสัชกรรมแผนไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน จากนั้นนำมาวิเคราะห์และจัดกลุ่มสมุนไพรอิงตามสรรพคุณรักษาโรคผิวหนัง</p> <p> ผลการศึกษาวิจัยพบว่า สมุนไพรเดี่ยวที่มีสรรพคุณรักษาโรคผิวหนัง มีทั้งหมด 246 ชนิด สามารถจัดกลุ่มโดยอิงตามสรรพคุณได้ทั้งหมด 18 กลุ่ม ได้แก่ 1) แก้โรคผิวหนังผื่นคัน/ประดง 2) แก้ฝี แผลกัดหนองเน่าเปื่อย แก้แผลเรื้อรัง 3) สมานแผล 4) แก้แผลผุพอง แสบร้อน น้ำร้อนลวก 5) แก้พิษสัตว์กัดต่อย 6) แก้อักเสบ ฟกบวม 7) แก้กลาก-เกลื้อน 8) แก้พยาธิผิวหนัง 9) แก้โรคเรื้อน กุฏฐังคุดทะราด 10) แก้หิด/เหา 11) แก้รังแค 12) แก้ลมพิษ 13) แก้สิว 14) แก้น้ำเหลืองเสียพุพองผื่นคัน 15) แก้น้ำกัด 16) แก้เริม งูสวัด 17) แก้มือด่าง เท้าด่าง และ 18) แก้หูด</p> <p> การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงแนวทางในการพัฒนาจากข้อมูลสมุนไพรเดี่ยวสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมการรักษาโรคผิวหนังได้ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อแพทย์แผนไทย รวมถึงผู้ป่วยโรคผิวหนัง</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1314 การศึกษาปริมาณโพลีฟีนอลและฤทธิ์การต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดจากเมล็ดลูกหยี (Dialium cochinchinense) เพื่อควบคุมปริมาณแบคทีเรียทั้งหมดในเนื้อวัว 2025-10-28T10:39:46+07:00 อดุลย์สมาน สุขแก้ว adulsman.s@yru.ac.th จุฑามาศ แก้วมณี Jutamas.k@yru.ac.th วสันตนาวิน หรินทร์ปพนวิช Wasantanawin.h@yru.ac.th <p> ลูกหยีเป็นพืชยืนต้นเขตร้อนที่พบและเจริญเติบโตได้ดีในเขตพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย เมล็ดลูกหยีถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย ซึ่งในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสกัดและวิเคราะห์หาปริมาณฟีโนลิกทั้งหมดจากเมล็ดลูกหยี รวมถึงศึกษาฤทธิ์การต้านเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคในอาหาร 5 ชนิด ได้แก่ <em>Bacillus cereus</em>, <em>Staphylococcus aureus</em>, <em>Escherichia coli</em>, <em>Pseudomonas fluorescens</em> และ <em>Salmonella typhimurium</em> ด้วยวิธีการเจือจางในอาหารเลี้ยงเชื้อ ผลการทดลองพบว่า สารสกัดเมล็ดลูกหยีมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียทั้ง <strong>5 </strong>ชนิด ที่ความเข้มข้นสูงสุดที่ใช้ในการทดลอง โดยมีปริมาณสารฟีโนลิกทั้งหมดเท่ากับ เท่ากับ 825.69±25.65 mg GAE/kg extract และมีปริมาณฟลาโวนอยด์ทั้งหมดสูงถึง 426.32±62.25 mg QE/kg extract ซึ่งสารสกัดดังกล่าวมีความสามารถในการต้านเชื้อแบคทีเรียด้วยนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) นอกจากนี้ ฤทธิ์การต้านแบคทีเรียของสารสกัดเมล็ดลูกหยีที่ความเข้มข้น 25 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ยังแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการควบคุมเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในเนื้อสัตว์ โดยเชื้อแบคทีเรียทั้งหมดในเนื้อสัตว์ลดลงจาก 7.58 ± 0.30 log CFU/g เหลือ 2.11 ± 0.12 log CFU/g ภายหลังการเก็บรักษาเป็นเวลา <strong>30 </strong>วัน ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับสารละลายน้ำ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าสารสกัดจากเมล็ดลูกหยีมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นสารกันเสียธรรมชาติสำหรับอาหาร และเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการต่อยอดงานวิจัยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมอาหารในอนาคต</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1258 การพัฒนาระบบสารสนเทศร้านขายขนมโบราณ กรณีศึกษา: ร้านนงนุชขนมโบราณ 2025-11-16T12:49:32+07:00 นันทนิธิ์ เอิบอิ่ม nanthanit@aru.ac.th นฤมล สัมฤทธิ์ 16342211@aru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนาระบบร้านขายขนมโบราณ 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบ และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของระบบ วิธีในการศึกษาและพัฒนาระบบใช้กระบวนการของวงจรชีวิตการพัฒนาระบบ (SDLC) พัฒนาด้วยโปรแกรม Visual Studio Code ร่วมกับภาษา C# และฐานข้อมูล MySQL กลุ่มตัวอย่างงานวิจัย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน 3 คน และ 2) ผู้ใช้งานระบบ คือ เจ้าของร้าน พนักงานขาย และลูกค้า จำนวน 30 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) ระบบร้านขายขนมโบราณ 2) แบบประเมินประสิทธิภาพของระบบ และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อระบบ และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) ระบบสามารถเก็บข้อมูลเจ้าของร้าน ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลพนักงานขาย ข้อมูลประเภทสินค้า ข้อมูลสินค้า ข้อมูลผู้ผลิต ข้อมูลการสั่งซื้อ ข้อมูลการขาย สามารถออกใบเสร็จการขาย ใบเสร็จการสั่งซื้อ และการแสดงรายงานต่าง ๆ ได้ 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบโดยผู้เชี่ยวชาญในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.46, S.D. = 0.57) และ 3) ผลประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อระบบภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.53, S.D. = 0.60)</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1345 การสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากใบชุมเห็ดเทศ Senna alata (L.) Roxb. ด้วยน้ำกึ่งวิกฤตและการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี 2025-11-05T07:57:25+07:00 ประนัดฎา พิมสี pranudda.p@mail.rmutk.ac.th สมโภช ภู่พีระสุพงษ์ sompoch_po@rmutto.ac.th สุภาภรณ์ คางคำ supp.kh@gmail.com <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากใบชุมเห็ดเทศ (<em>Senna alata</em> (L.) Roxb.) ด้วยเทคนิคการสกัดด้วยน้ำกึ่งวิกฤต (Subcritical Water Extraction: SWE) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้การออกแบบการทดลองแบบ Box-Behnken Design (BBD) ทำการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการสกัด 3 ปัจจัย ได้แก่ อุณหภูมิการสกัด (80–200 องศาเซลเซียส) ความดันเริ่มต้น (1.0–30.0 บาร์) และระยะเวลา (10–90 นาที) ผลการวิจัยพบว่าสภาวะที่เหมาะสมสำหรับการสกัดสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ คือ ที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ความดันเริ่มต้น 1.0 บาร์ และเวลาในการสกัด 50 นาที ซึ่งให้ปริมาณฟีนอลิกทั้งหมดสูงสุด 82.95 mg GAE/g และปริมาณฟลาโวนอยด์ทั้งหมดสูงสุด 27.13 mg CE/g การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีด้วยเทคนิค FT-IR และ GC-MS พบสารสำคัญกลุ่มเทอร์พีนอยด์และสารระเหยที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ ได้แก่ 2-Bornanone (Camphor) และ Phytol-acetate งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าเทคนิคน้ำกึ่งวิกฤตเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาในการสกัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะสำหรับการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1483 การประเมินฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ปกป้องผิวของสารสกัดสมุนไพรเดี่ยวและชนิดผสมเพื่อการประยุกต์ใช้เป็นยาทาภายนอกสำหรับโรคสะเก็ดเงิน 2026-02-09T21:28:26+07:00 ชลดา จัดประกอบ chonlada.jud@nmc.ac.th อรุณรัตน์ แซ่อู้ Arunrat.sae@dpu.ac.th ชยานนท์ เชาวน์วุฒิกุล Chayanon.cha@dpu.ac.th <p> โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มีลักษณะเด่นคือการอักเสบอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มจำนวนของเซลล์เคราติโนไซต์อย่างผิดปกติ และความไม่สมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน โดยภาวะเครียดออกซิเดชันจากการสะสมของอนุมูลอิสระมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดและการดำเนินของโรค ดังนั้น การพัฒนาสารออกฤทธิ์ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและสามารถปกป้องเซลล์ผิวหนังจึงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการสนับสนุนการรักษาโรคสะเก็ดเงิน สมุนไพรไทยหลายชนิดได้รับรายงานว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ อย่างไรก็ตาม การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดในรูปแบบผสมยังมีข้อมูลจำกัด การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและศักยภาพในการปกป้องเซลล์ผิวหนังของสารสกัดเอทานอลจาก ขมิ้นชัน (<em>Curcuma longa</em>), บัวบก (<em>Centella asiatica</em>) และ ฟ้าทะลายโจร (<em>Andrographis paniculata</em>) ทั้งในรูปแบบสารสกัดเดี่ยวและสารสกัดผสม ผลการวิเคราะห์พบว่าสารสกัดขมิ้นชันมีปริมาณสารฟีนอลิกรวมสูงที่สุดในกลุ่มสารสกัดเดี่ยว (TPC = 215.4 ± 6.8 mg GAE/g extract) และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด โดยมีค่า DPPH IC50 = 42.6 ± 2.1 µg/mL อย่างไรก็ตาม สารสกัดผสม โดยเฉพาะตำรับที่ประกอบด้วยสมุนไพรทั้งสามชนิด แสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดในทุกการทดสอบ โดยมี TPC = 362.7 ± 9.5 mg GAE/g extract, DPPH IC50 = 21.8 ± 1.3 µg/mL, FRAP = 271.3 ± 10.4 mg AAE/g extract และ ABTS = 2.31 ± 0.09 mmol Trolox/g extract ผลการทดสอบในเซลล์ผิวหนังมนุษย์สายพันธุ์ HaCaT พบว่าสารสกัดผสมสามารถลดการสะสมของอนุมูลอิสระภายในเซลล์ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยลดระดับ ROS เหลือ 38.7 ± 3.1% ของกลุ่มควบคุม ภายใต้สภาวะเครียดออกซิเดชัน ขณะที่การทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ด้วยวิธี MTT assay แสดงให้เห็นว่าสารสกัดทั้งหมดไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ โดยมีความมีชีวิตของเซลล์มากกว่า 85% ในทุกกลุ่มทดลอง ผลการศึกษานี้บ่งชี้ว่าสารสกัดผสมจากสมุนไพรทั้งสามชนิดมี ฤทธิ์เสริมกัน (synergistic effect) ในการต้านอนุมูลอิสระและปกป้องเซลล์ผิวหนัง จึงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นตำรับยาใช้เฉพาะที่สำหรับการรักษาโรคสะเก็ดเงินในอนาคต</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1340 การ์ดเกมสุภาษิตป้องกันสมองเสื่อมถอยของผู้สูงอายุในแขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร 2025-11-23T19:08:45+07:00 ฐมาพร เชี่ยวชาญ tamaporn.ch@bsru.ac.th เพ็ญวดี โรจน์เรืองนนท์ pimwadee.ro@bsru.ac.th กมลมาลย์ วิรัตน์เศรษฐสิน kmmswu@gmail.com <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โรคสมองเสื่อมเป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนสมรรถภาพสมองและความจำ ก่อนและหลังการเล่นการ์ดเกมสุภาษิต ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ 68 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 34 คน และกลุ่มควบคุม 34 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ การ์ดเกมสุภาษิต แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบสมรรถภาพสมองเบื้องต้น (MMSE-Thai 2002) และแบบวัดความจำ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติอนุมาน (Paired samples t-test และ Independent samples t-test) ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนสมรรถภาพสมองและความจำหลังการเล่นเกมสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน (p&gt;0.05) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.05) จึงเสนอให้นำการ์ดเกมสุภาษิตไปใช้เป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1738 ผลของชนิดและปริมาณโปรตีนต่อคุณสมบัติทางเคมีกายภาพ จุลชีววิทยาและการต้านอนุมูลอิสระของกัมมี่เยลลี่กระเจี๊ยบแดง 2026-05-08T15:15:39+07:00 ศิวพร ตันติกัลชาญ Sivaporn.Ta@bsru.ac.th วิทวัส กมุทศรี wittawat.ka@bsru.ac.th จิราพัชร พุ่มสติ phumsati.puy44@gmail.com กุหลาบ สิทธิสวนจิก kulab.si@bsru.ac.th ทิพรักษ์ วงษาดี thippharak.wo@bsru.ac.th ปฏิวิทย์ ลอยพิมาย scpatiwit@bsru.ac.th นวพร หงส์พันธุ์ nawaporn.ho@bsru.ac.th <p> ปัจจุบันแนวโน้มการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพส่งผลให้ความต้องการอาหารฟังก์ชันเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ผลิตภัณฑ์กัมมี่เยลลี่ที่ผลิตในเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่มีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำตาลและสารก่อเจล ส่งผลให้มีพลังงานสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการจำกัด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาชนิด (โปรตีนถั่วลันเตา และเวย์โปรตีน) และปริมาณโปรตีน(ร้อยละ 1 และ 2) ต่อคุณภาพของกัมมี่เยลลี่ เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและการต้านอนุมูลอิสระให้กับผลิตภัณฑ์ ผลการศึกษาพบว่าชนิดและปริมาณโปรตีนมีอิทธิพลต่อคุณสมบัติทางเคมีกายภาพและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของกัมมี่เยลลี่ โดยการเพิ่มปริมาณโปรตีนจากทั้งสองแหล่งส่งผลให้ค่าความแข็ง (hardness) ค่าความเหนียว (gumminess) ค่าความสามารถในการเคี้ยว (chewiness) ค่าความสว่าง (L*) ค่าสีเหลือง (b*) กรด-เบส (pH) ปริมาณโปรตีน ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด ปริมาณแอนโทไซยานินทั้งหมด ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี DPPH และความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระรวม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (P ≤ 0.05) ในทางตรงกันข้าม ค่าความยืดหยุ่น (springiness)ค่าการเกาะตัว (cohesiveness) ค่าความเป็นสีแดง (a*) และปริมาณความชื้นมีแนวโน้มลดลง (P ≤ 0.05) กัมมี่เยลลี่เสริมโปรตีนถั่วลันเตาร้อยละ 2 มีคุณสมบัติการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ขณะที่การเสริมเวย์โปรตีนมีปริมาณโปรตีนสูงสุด นอกจากนี้ทำการศึกษาคุณภาพด้านจุลชีววิทยา พบว่าเป็นไปตามข้อกำหนดของเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ โดยรวมแล้วผลิตภัณฑ์กัมมี่เยลลี่เสริมโปรตีนมีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มมากขึ้นและเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภค</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/2017 ปก/ปกใน/บรรณาธิการแถลง/สารบัญ 2026-07-04T15:37:22+07:00 บรรณาธิการ advscij@bsur.ac.th <p>วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ (Advanced Science Journal) เป็นวารสารของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้เปิดรับบทความวิชาการและบทความวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 26 โดยผ่านการรับรองคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย หรือ TCI กลุ่มที่ 2 (ผลประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI รอบที่ 5 พ.ศ. 2568 – 2572)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ฉบับนี้เป็นปีที่ 26 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2569 เพื่อรวบรวมเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ ของบุคลากรทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ในฉบับนี้มีบทความวิจัย 12 เรื่อง และบทความวิชาการ 3 เรื่อง&nbsp; ที่มีเนื้อหาทางวิชาการที่หลากหลายและครอบคลุมศาสตร์<em>ด้านคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ชีวเคมี จุลชีววิทยา</em><em>&nbsp;วิทยาศาสตร์ประยุกต์ทางด้านเกษตร เทคโนโลยีการเกษตร วิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีวัสดุและผลิตภัณฑ์ วิทยาศาสตร์สุขภาพทางด้านเทคนิคการแพทย์ แพทย์แผนไทย สาธารณสุข อาชีวอนามัยและความปลอดภัย วิทยาศาสตร์การแพทย์&nbsp; ชีววิทยาการแพทย์ วิทยาการสุขภาพและความงาม คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์&nbsp; เทคโนโลยีพลังงาน เทคโนโลยีอุตสาหการ เทคโนโลยีการผลิต และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</em>&nbsp;ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับศาสตร์ที่เกี่ยวข้องได้</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในนามของกองบรรณาธิการใคร่ขอขอบพระคุณผู้นิพนธ์ทุกท่านที่ได้ให้ความสนใจส่งผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ ขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิที่ประเมินคุณภาพบทความ และขอขอบคุณกองบรรณาธิการทุกท่านที่ร่วมดำเนินการและพัฒนาคุณภาพวารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์มาโดยตลอด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวารสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัย นักวิชาการ และผู้ที่สนใจทุกท่าน สุดท้ายนี้ขอเชิญชวนผู้สนใจทุกท่านส่งผลงานตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัยลงวารสาร ท่านสามารถศึกษารายละเอียดได้จากเว็บไซต์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026