https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/issue/feed
วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์
2026-01-01T08:40:44+07:00
Asst.Prof. Kampanat Kusirirat Ph.D.
advscij@bsru.ac.th
Open Journal Systems
<p><em> วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นสื่อในการเผยแพร่ความรู้ และผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพในด้านวิทยาศาสตร์ทางด้านคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ชีวเคมี จุลชีววิทยา วิทยาศาสตร์ประยุกต์ทางด้านเกษตร เทคโนโลยีการเกษตร วิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีวัสดุและผลิตภัณฑ์ วิทยาศาสตร์สุขภาพทางด้านเทคนิคการแพทย์ แพทย์แผนไทย สาธารณสุข อาชีวอนามัยและความปลอดภัย วิทยาศาสตร์การแพทย์ ชีววิทยาการแพทย์ วิทยาการสุขภาพและความงาม คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีพลังงาน เทคโนโลยีอุตสาหการ เทคโนโลยีการผลิต และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ กลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน โดยรับบทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) ที่จะต้องไม่เคยนำไปเผยแพร่ในวารสารฉบับอื่นมาก่อน และต้องไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อลงในวารสารอื่น ๆ บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสถาบันที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน บทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกที่ไม่ได้สังกัดเดียวกับผู้นิพนธ์ ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review) กำหนดการเผยแพร่ตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี คือ ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย</em></p>
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1424
ปก/ปกใน/บรรณาธิการแถลง/สารบัญ
2025-12-31T19:05:31+07:00
Editor
advscij@bsru.ac.th
<p> วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ (Advanced Science Journal) เป็นวารสารของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้เปิดรับบทความวิชาการและบทความวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 26 โดยผ่านการรับรองคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย หรือ TCI กลุ่มที่ 2 (ผลประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI รอบที่ 5 พ.ศ. 2568 – 2572)</p> <p> ฉบับนี้เป็นปีที่ 26 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 เพื่อรวบรวมเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ ของบุคลากรทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ในฉบับนี้มีบทความวิจัย 12 เรื่อง และบทความวิชาการ 2 เรื่อง ที่มีเนื้อหาทางวิชาการที่หลากหลายและครอบคลุมศาสตร์<em>ด้านคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ชีวเคมี จุลชีววิทยา</em><em> วิทยาศาสตร์ประยุกต์ทางด้านเกษตร เทคโนโลยีการเกษตร วิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีวัสดุและผลิตภัณฑ์ วิทยาศาสตร์สุขภาพทางด้านเทคนิคการแพทย์ แพทย์แผนไทย สาธารณสุข อาชีวอนามัยและความปลอดภัย วิทยาศาสตร์การแพทย์ ชีววิทยาการแพทย์ วิทยาการสุขภาพและความงาม คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีพลังงาน เทคโนโลยีอุตสาหการ เทคโนโลยีการผลิต และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</em> ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับศาสตร์ที่เกี่ยวข้องได้</p> <p> ในนามของกองบรรณาธิการใคร่ขอขอบพระคุณผู้นิพนธ์ทุกท่านที่ได้ให้ความสนใจส่งผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ ขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิที่ประเมินคุณภาพบทความ และขอขอบคุณกองบรรณาธิการทุกท่านที่ร่วมดำเนินการและพัฒนาคุณภาพวารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์มาโดยตลอด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวารสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัย นักวิชาการ และผู้ที่สนใจทุกท่าน สุดท้ายนี้ขอเชิญชวนผู้สนใจทุกท่านส่งผลงานตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัยลงวารสาร ท่านสามารถศึกษารายละเอียดได้จากเว็บไซต์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij</p>
2026-01-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/893
วิวัฒนาการของเทคโนโลยีการหาลำดับพันธุกรรม เพื่อการวินิจฉัยเชื้อจุลชีพ
2024-09-21T14:42:12+07:00
วิทูร ธีระกิตติวัฒนา
witoon.th@bsru.ac.th
วิชญะ สุทธิสัณหกุล
suttisunhakul.v@gmail.com
ปิยะ วงศ์ญาณิน
p_puns@hotmail.com
พจมาน ผู้มีสัตย์
yingpotj@hotmail.com
<p> กว่าทศวรรษที่เทคโนโลยีการหาลำดับพันธุกรรมได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในวงการจุลชีววิทยาทางการแพทย์ เทคโนโลยีนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย เช่น ใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง ใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมที่พบได้ยาก ใช้ในการตรวจหาแบคทีเรียและจุลชีพอื่น ๆ รวมไปถึงใช้ในการศึกษาลำดับพันธุกรรมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตหนึ่ง ๆ ปัจจุบันเทคโนโลยีการหาลำดับพันธุกรรมแบ่งออกเป็น 3 รุ่น คือ รุ่น แรก เทคโนโลยีของแซงเกอร์ เป็นวิธีการที่ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า เชนเทอมิเนติ้ง และการทำเจลอิเล็กโทรโฟเรซิส รุ่นที่ 2 เทคโนโลยีของอิลลูมิน่า จะอาศัยเทคนิคที่เรียกว่า บริจด์แอมพลิฟิเคชั่น นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีอย่างไอออน ทอร์เรน และโซลิดอีกด้วย รุ่นที่ 3 เทคโนโลยีของแพคไบโอ มีการพัฒนาให้สามารถหาลำดับพันธุกรรมที่มีขนาดยาวกว่าได้ การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะช่วยในการลดค่าใช้จ่าย (ต้นทุน), เพิ่มความแม่นยำและลดระยะเวลาดำเนินการ อ็อกฟอร์ดนาโนพอร์เทคโนโลยี จัดเป็นรุ่นล่าสุดของเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้น (รุ่นที่ 3) โดยเทคโนโลยีนี้จะอาศัยการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปของโมเลกุลขนาดเล็ก เช่น<br />ดีเอ็นเอ หรือ อาร์เอ็นเอ เป็นต้น ที่เคลื่อนที่ผ่านรูขนาดเล็กในระดับนาโนในขณะช่วงเวลานั้น ๆ ทันที แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะมีการประยุกต์ใช้ในวงการจุลชีววิทยาทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีนี้ยังคงมีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถตรวจหาแบคทีเรียในสิ่งส่งตรวจที่พบเชื้อมากกว่า 1 ชนิดขึ้นไป รวมไปถึงราคาต้นทุนของการหาลำดับพันธุกรรมยังคงมีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับวิธีดั้งเดิมที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคติดเชื้อต่าง ๆ เป็นต้น</p>
2026-01-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1040
ความสัมพันธ์ระหว่างมลพิษทางอากาศกับการเกิดโรคไตเรื้อรัง
2025-05-07T20:04:06+07:00
นิธิศ สมานทอง
nitis.sman@gmail.com
อัยสราญ แก้วเกต
isarankk@gmail.com
ชร จารุพงศ์โสภณ
seansending@gmail.com
ธัชพงศ์ จงสืบธรรม
tudchaphongtim@gmail.com
รณกร จินดารัตน์
ihavesnowball@gmail.com
อิงค์ฟ้า รองเรืองกุล
ingfah2308@gmail.com
ธนิศราภาณิ์ สิริอาริยะรังษี
famyfafa28@gmail.com
พิชัยภัทร์ ดิฐสถาพรเจริญ
zenpichaipat@gmail.com
<p> มลพิษทางอากาศเกิดจากความแปรผันอย่างซับซ้อนของก๊าซอันตรายและอนุภาคแขวนลอยในอากาศ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างมีนัยสำคัญ เช่น โรคไตเรื้อรัง อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์และบทบาทการเกิดโรคไตเรื้อรังจากมลพิษทางอากาศยังเป็นอุบัติการณ์ที่ยังคงไม่ชัดถึงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค บทความฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมลพิษทางอากาศที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง จากการค้นคว้าข้อมูลการศึกษาที่เกี่ยวข้องระหว่างมลพิษทางอากาศและโรคไตเรื้อรัง ในฐานข้อมูล PubMed ระหว่างปี ค.ศ. 2019 - 2024 ด้วยคำค้น “Air pollution” “Kidney” และ “Urinary” การทบทวนข้อมูลการศึกษาจำนวน 37 บทความ พบว่า มลพิษทางอากาศที่เกิดจาก PM, NOx, PAHs, CO, O<sub>3</sub>, BC และ SO<sub>2</sub> ตลอดจนการสูบบุหรี่ส่งผลให้เกิดพยาธิสภาพความเป็นพิษต่อไต และมีผลต่อการทำงานของไตที่เป็นปัจจัยให้เกิดโรคไตเรื้อรัง จากการบาดเจ็บ การอักเสบ การตายของเซลล์ นำไปสู่ความสามารถในการกรองที่ลดลง</p>
2026-01-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/924
การออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ป้องกันเสียงเครื่องจักรด้วยวัสดุดูดซับเสียงจากแกลบ ขุยมะพร้าว และฟางข้าว
2025-01-23T22:09:18+07:00
โยธิน พลประถม
yothin711@hotmail.com
วิษา ผาเจริญ
Visa.Ph@hotmail.com
เนตรนภา เรืองมั่น
Netnapa.R210@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยพัฒนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ป้องกันเสียงเครื่องจักรด้วยวัสดุดูดซับเสียงจากแกลบ ขุยมะพร้าว และฟางข้าว ซึ่งถูกทดสอบในโรงงานผลิตลูกชิ้นแห่งหนึ่งตลอดระยะเวลา 8 ชั่วโมงการทำงาน โดยมีประชากรจำนวน 23 คนในการศึกษา ข้อมูลถูกเก็บโดยใช้แบบสอบถาม และการวิเคราะห์ข้อมูลทำโดยใช้สถิติพรรณนา เช่น การวิเคราะห์จำนวนร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า อุปกรณ์ป้องกันเสียงที่ใช้วัสดุดูดซับเสียงจากแกลบสามารถลดระดับเสียงได้ 2.9 dB(A) ขุยมะพร้าวลดระดับเสียงได้ 2.4 dB และฟางข้าวลดระดับเสียงได้ 2.1 dB(A) วัสดุแกลบสามารถลดเสียงได้ดีในช่วงความถี่ 500-4000 Hz ขณะที่วัสดุขุยมะพร้าวสามารถลดเสียงได้ดีในช่วงความถี่ 8000-16000 Hz การวิเคราะห์ความพึงพอใจพบว่า ด้านความปลอดภัยวัสดุขุยมะพร้าวมีคะแนนเฉลี่ย 3.82 ซึ่งแสดงถึงความพึงพอใจในระดับมาก โดยมีค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.70 ด้านความแข็งแรงวัสดุมีคะแนนเฉลี่ย 3.85 ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.99 ด้านความสะดวกสบายในการใช้งานมีคะแนนเฉลี่ย 3.82 และด้านการบำรุงรักษามีคะแนนเฉลี่ย 3.83 ซึ่งแสดงถึงความพึงพอใจในระดับมากด้วยค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.91</p>
2026-01-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/956
การบำบัดน้ำและกำจัดโลหะหนักในน้ำบาดาลด้วยเมมเบรนรวมตามดัชนีวัดคุณภาพน้ำดื่ม
2025-01-13T21:58:26+07:00
สุนิดา ทองโท
Sunida.t@ubru.ac.th
ฐิติพงษ์ อุ่นใจ
thitipong.u@ubru.ac.th
<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบบำบัดน้ำและกำจัดโลหะหนัก (เหล็กและแมงกานีส) ในน้ำบาดาลแบบเมมเบรนรวมให้เหมาะสมตามดัชนีมาตรฐานคุณภาพน้ำบาดาลที่ใช้บริโภค ด้วยเมมเบรนรวมจากแบบตาข่ายขนาดรูพรุน 1 มิลลิเมตร ชั้นเยื่อบาง 0.05 มิลลิเมตร ชั้นเยื่อบาง 0.001 มิลลิเมตร และชั้นกรองที่ทำมาจากวัสดุสังเคราะห์ชนิดโพลีเอไมด์ขนาด 0.0001 ไมโครเมตร เพื่อให้น้ำบาดาลในพื้นที่อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี มีสมบัติทางเคมีและทางกายภาพในระดับที่เหมาะสม โดยการวิเคราะห์คุณภาพน้ำบาดาลดิบและน้ำภายหลังการบำบัดจำแนกตามดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำ ผลการทดสอบคุณภาพน้ำ สามารถสรุปได้ว่าเมมเบรนรวมที่ได้จากการวิจัยนี้สามารถกำจัดโลหะหนักในน้ำบาดาลเพื่อให้ค่าดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำ ได้แก่ ค่าความเป็นกรด-ด่าง 7.01-7.45 ความกระด้าง 122-144 mg/L ปริมาณของแข็งละลายน้ำ 21.27-29.32 mg/L ซัลเฟต 11-18 mg/L คลอไรด์ 11.18 mg/L ไนเตรต 2-10 mg/L เหล็ก 0.06-0.16 mg/L และแมงกานีส 0.01-0.09 mg/L ตามเกณฑ์มาตรฐานน้ำบริโภคโดยองค์กรอนามัยโลก พ.ศ. 2539 ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ปริมาณการใช้งาน 10,000 ลิตร</p>
2026-01-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/982
การประยุกต์ใช้สมการถดถอยเชิงเส้น เพื่อประเมินความคุ้มค่าในการตัดสินใจซ่อมบำรุงรถขนส่ง กรณีศึกษาบริษัท อิทธิพลทรานสปอร์ต จำกัด
2025-01-13T21:50:23+07:00
นิธิศ ปุณธนกรภัทร์
wert_xp@yahoo.com
ฉมาธร กุยศรีกุล
Chamathorn69@gmail.com
พลกฤต กลั่นแก้วดำรง
pornpruit@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ประยุกต์ใช้สมการถดถอยเชิงเส้นในการประเมินความคุ้มค่าในการตัดสินใจซ่อมบำรุงหรือจำหน่ายรถขนส่ง (2) ลดต้นทุนการซ่อมบำรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร กรณีศึกษาบริษัท อิทธิพลทรานสปอร์ต จำกัด ใช้ข้อมูลการซ่อมบำรุงรถขนส่งในช่วงปี พ.ศ. 2561-2566 จากรถขนส่งจำนวน 23 คัน ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรสำคัญ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรายปี อายุการใช้งาน และมูลค่ารถในแต่ละช่วงเวลา เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์คือสมการถดถอยเชิงเส้น เพื่อระบุความสัมพันธ์ระหว่างค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงและมูลค่ารถ ผลการวิจัยพบว่า การใช้แบบจำลองสามารถลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงได้จากเฉลี่ยปีละ 520,000 บาท เหลือ 304,000 บาท ลดลง 41.45% นอกจากนี้ การจำหน่ายรถที่ไม่คุ้มค่าต่อการซ่อมบำรุงสามารถลดต้นทุนให้กับองค์กรเป็นจำนวน 918,137 บาท แสดงให้เห็นว่าแบบจำลองดังกล่าวสามารถช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการยานพาหนะได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งลดต้นทุนในการซ่อมบำรุงให้แก่องค์กร</p>
2026-01-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/998
การประเมินการระบายอากาศของห้องปฏิบัติการภายใต้ความปรกติใหม่ ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์เวียงบัว
2024-12-08T11:56:25+07:00
คุณธรรม สันติธรรม
kunnathm_san@g.cmru.ac.th
ชุติพันธุ์ แสงโสดา
wannalak_san@g.cmru.ac.th
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการระบายอากาศของห้องปฏิบัติการภายใต้แนวคิดความปรกติใหม่ กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์เวียงบัว โดยทำการศึกษาการระบายอากาศภายในห้องปฏิบัติการที่มีการระบายอากาศด้วยเครื่องจักร จำนวน 17 ห้องทำการเก็บข้อมูลผ่านเครื่องมือวัดค่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO<sub>2</sub>) ใช้หลักการดูดกลืนแสงอินฟาเรด (Non-Dispersive Infrared (NDIR))กำหนดค่าความเข้มข้น CO<sub>2</sub> ที่แนะนำในสภาวะคงที่คือ ไม่เกิน 800 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ในการ และต้องมีค่าอัตราการหมุนเวียนของอากาศ (Air Change Rate) อย่างน้อย 3.5 ACH เพื่อสะท้อนเงื่อนไขที่ว่า เมื่อผู้ใช้งานสวมใส่หน้ากากอนามัยเข้าใช้งานภายในห้องดังกล่าวจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 ไม่เกิน 0.5% เมื่อผู้ใช้งานสวมใส่หน้ากากอนามัยเข้าใช้งานภายในห้อง ผลการศึกษา พบว่า ห้องปฏิบัติการที่มีการระบายอากาศด้วยเครื่องจักร 2 ห้อง มีอัตราการหมุนเวียนอากาศเหมาะสม 4 ห้อง มีอัตราการหมุนเวียนอากาศไม่เพียงพอ และ 11 ห้อง มีอัตราการหมุนเวียนอากาศไม่เหมาะสม ตามจำนวนผู้ใช้งานสูงสุดที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ จำเป็นต้องเพิ่มอัตราการหมุนเวียนอากาศจากพัดลมระบายอากาศ ในปริมาณที่เหมาะสมตามแนวทางการปรับปรุงการใช้ห้องปฏิบัติการภายใต้แนวคิดความปรกติใหม่ที่ผู้วิจัยนำเสนอ</p>
2026-01-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1037
การประยุกต์ใช้สายธารคุณค่าในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเซรามิก
2025-03-02T13:41:17+07:00
ฉมาธร กุยศรีกุล
chamathorn.ku@bsru.ac.th
พลกฤต กลั่นแก้วดำรง
Pholakrit.kl@bsru.ac.th
นิธิศ ปุณธนกรภัทร์
wert_xp@yahoo.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการทำงานการผลิตแก้วใบไม้มีดอกเซรามิกและเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตด้วยสายธารคุณค่า เพื่อให้เวลาการทำงานกระบวนการผลิตลดลง และเพิ่มกำลังการผลิตในกระบวนการผลิตแก้วใบไม้มีดอกเซรามิก ด้วยหลักการสายธารคุณค่า การศึกษาการทำงานในงานอุตสาหกรรม ระบบตำแหน่งที่ตั้งจัดเก็บสินค้า รวมไปถึงการปรับปรุงงานด้วยหลักการ ECRS ซึ่งการศึกษากระบวนการผลิตด้วยสายธารคุณค่าทำให้ทราบถึงขั้นตอนในกระบวนการผลิต โดยแบ่งเป็นขั้นตอนก่อนเผาชิ้นงานจำนวน 6 ขั้นตอน และขั้นตอนการเผาชิ้นงานประกอบ 4 ขั้นตอน ซึ่งเวลารวมของขั้นตอนในสายธารคุณค่าก่อนทำการปรับปรุง 346,582 วินาที เมื่อทำการปรับปรุงด้วยการจัดตำแหน่งชั้นวางแม่พิมพ์และจัดทำแม่พิมพ์แก้วและดอกใหม่ ทำให้เวลารวมของขั้นตอนในสายธารคุณค่าลดลงเหลือ 312,247 วินาที คิดเป็นร้อยละที่ลดลง 9.91 สำหรับเวลาในขั้นตอนก่อนการเผา ซึ่งเป็นขั้นตอนในช่วงการปรับปรุงกระบวนการ โดยก่อนการปรับปรุงมีเวลาการทำงาน 137,481 วินาที เมื่อทำการปรับปรุงกระบวนการแล้วทำให้เวลาการทำงานลดลงเหลือ 103,134 วินาที คิดเป็นร้อยละที่ลดลง 24.98 ส่งผลทำให้กำลังการผลิตแก้วใบไม้มีดอกเซรามิกเพิ่มขึ้นจากก่อนการปรับปรุงสามารถผลิตได้ 3,304.93 ใบต่อปี เมื่อทำการปรับปรุงกระบวนการผลิตทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 3,961.62 ใบต่อปี มีปริมาณที่เพิ่มขึ้น 656.69 ใบต่อปี คิดเป็นกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.87</p>
2026-01-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1060
การศึกษาการลดก๊าซเรือนกระจกด้านการจัดการของเสีย ของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ภายใต้โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme: LESS)
2025-02-24T08:12:26+07:00
จันทร์เพ็ญ แสงประกาย
ifrjps@ku.ac.th
อรไท สวัสดิชัยกุล
orathai.saw@ku.th
จันทร์สุดา จริยวัฒนวิจิตร
ake9611376@yahoo.com
ภัคณัฏฐ์ กุดวงษา
iifrpkn@ku.ac.th
สมภพ นาขวัญ
ifrshn@ku.ac.th
วีรชัย โทบาง
ifrwrt@ku.ac.th
<p> ในงานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้โครงการ LESS ด้านการจัดการของเสียประเภทการคัดแยกขยะเพื่อการรีไซเคิลและประเภทการผลิตปุ๋ยหมักหรือสารปรับปรุงดินจากขยะอินทรีย์ และสร้างแนวทางการคัดแยกขยะให้ถูกวิธี เพื่อรองรับมาตรการในการจัดการขยะอาหารจากภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมออกบังคับใช้ในอนาคต ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงตุลาคม พ.ศ. 2566 ดำเนินการโดยบุคลากรที่มีจิตอาสาจาก 5 ฝ่าย สังกัดสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ทำการคัดแยกขยะออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล และขยะกำพร้า ขยะเหล่านี้จะถูกชั่งน้ำหนักด้วยเครื่องชั่งน้ำหนักและบันทึกปริมาณ ข้อมูลของขยะอินทรีย์และขยะรีไซเคิลจะถูกคำนวณเป็นปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกิจกรรม และยื่นสมัครขอการรับรองผลการประเมินปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกจากโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกด้านการจัดการของเสีย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ส่วนข้อมูลของขยะกำพร้าจะถูกเก็บสถิติเป็นรายเดือนให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ร่วมเป็น partner ในกิจกรรมขยะกำพร้าของบริษัท N15 เทคโนโลยี ผลการประเมินพบว่า สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร สามารถลดก๊าซเรือนกระจก ด้านการจัดการของเสียประเภทการคัดแยกขยะเพื่อการรีไซเคิลและประเภทการผลิตปุ๋ยหมักหรือสารปรับปรุงดินจากขยะอินทรีย์ เท่ากับ 10,906.82 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็น 86 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณขยะทั้งหมดที่ดำเนินการจัดการได้ ส่วนขยะกำพร้าได้ถูกส่งต่อไปยังโครงการกิจกรรมขยะกำพร้า (บริษัท N-15 เทคโนโลยี) เพื่อแปรรูปเป็นวัสดุเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นการลดปริมาณขยะที่จะถูกนำไปทิ้งยังหลุมฝังกลบ นับเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมให้แก่ชุมชน</p>
2026-01-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1066
การวิเคราะห์อิทธิพลของบุคลิกภาพของอาจารย์และนักศึกษาที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2025-02-27T07:24:18+07:00
ขวัญฤทัย แซ่ลิ่ม
kwanrutai.s@yru.ac.th
ธัชเฉลิม สุทธิพษ์ประชา
tatcsu@tu.ac.th
รัชฎา คงคะจันทร์
krachada@tu.ac.th
<p> การวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพของอาจารย์และนักศึกษาที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้โมเดล The Big Five Personality Traits ร่วมกับเทคนิค Association Rule เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากนักศึกษา 1,662 คนและอาจารย์ 163 คน ของคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ผลการศึกษาพบว่าบุคลิกภาพส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันตามบริบทของสาขาวิชา โดยสาขาการจัดการพบความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างอาจารย์ที่มีความมั่นคงทางอารมณ์กับนักศึกษาที่มีความรับผิดชอบสูง (Support = 0.100, Lift = 1.328) ขณะที่สาขาธุรกิจระหว่างประเทศพบความสัมพันธ์เชิงบวกเมื่อทั้งอาจารย์และนักศึกษามีบุคลิกภาพแบบชอบเข้าสังคม (Support = 0.151, Lift = 1.027) ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะวิชาชีพที่ต้องการทักษะการสื่อสารและการสร้างเครือข่าย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบความท้าทายในบางกรณี เช่น ในสาขาการท่องเที่ยวที่มีอาจารย์ความเป็นมิตรต่ำกับนักศึกษาที่มีความรับผิดชอบสูง (Support = 0.007, Lift = 1.808) การบูรณาการโมเดล The Big Five และ Association Rule ช่วยวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างบุคลิกภาพกับบริบททางวิชาชีพ นำไปสู่การเชื่อมโยงทฤษฎีบุคลิกภาพกับการปฏิบัติในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้จริง ผลการวิจัยนี้มีนัยสำคัญในการพัฒนาแนวทางการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคลและการยกระดับการออกแบบหลักสูตรให้พ้นจากแนวคิด "หนึ่งขนาดใช้ได้กับทุกคน" โดยสถาบันการศึกษาสามารถนำข้อค้นพบไปพัฒนานโยบายการวิเคราะห์บุคลิกภาพในการออกแบบหลักสูตรและการคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสมกับแต่ละสาขา แม้การศึกษานี้มีข้อจำกัดด้านขนาดตัวอย่างและขอบเขตการศึกษา แต่เป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบสนองต่อความหลากหลายของผู้เรียนในยุคดิจิทัล</p>
2026-01-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1113
การวัดค่าความโน้มถ่วงท้องถิ่นด้วยลูกตุ้มนาฬิกา
2025-07-13T19:26:22+07:00
บัญชา ค้งตระกูล
bancha@northcm.ac.th
สายชล สิทธิพงศ์
saichon@northcm.ac.th
<p> บทความนี้ได้นำเสนอการหาค่าความโน้มถ่วงท้องถิ่นที่ถูกต้องและแม่นยำ โดยใช้ลูกตุ้มนาฬิกาเป็นมาตรความโน้มถ่วง ผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำไปใช้ในการคำนวณทางวิศวกรรมที่ต้องการความละเอียดสูง การทดลองดำเนินการ ณ พิกัดละติจูด 18° 39' 43'' N และระดับความสูง 300 m เหนือน้ำทะเล โดยใช้ลูกตุ้มนาฬิกาที่มีความยาวแตกต่างกันคือ 1.2992 m, 1.3505 m, 1.3995 m, 1.4505 m และ 1.5000 m โดยจับเวลาการแกว่งจำนวน 100 รอบ และควบคุมมุมเริ่มต้นการแกว่งไม่เกิน 2 องศา ผลการทดลอง พบว่า ค่าความโน้มถ่วงท้องถิ่นจากการทดลองมีค่าเท่ากับ 9.7800 ± 0.0003 m/s<sup>2</sup> และมีค่าคลาดเคลื่อนเมื่อเทียบกับค่าจากการคำนวณ 9.7847 m/s<sup>2</sup> ประมาณ 0.05% สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย</p>
2026-01-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1150
แนวทางการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากสมุนไพร
2025-05-15T21:49:47+07:00
ธีรนันท์ ธนัญชัย
elfe.tananchai@gmail.com
วนิษา ปันฟ้า
Wanisapun@hotmail.com
ฐิติรัตน์ ชัยชนะ
Rajung_001@hotmail.com
กนกอร เพียรสูงเนิน
kanokorn.pai@crru.ac.th
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากสมุนไพรและเพื่อตรวจสอบคุณภาพทางกายภาพและการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ โดยมีผลการศึกษา 2 ส่วน ดังนี้ 1) ผลการพัฒนาสูตรตำรับผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากสมุนไพร โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกสมุนไพร 3 ข้อ คือ (1) สมุนไพรที่มีสรรพคุณรักษาโรคเริม สมานแผลในช่องปากและลดอาการอักเสบ (2) สมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งหรือฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคเริมและมีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่เยื่อบุปากได้ และ (3) สมุนไพรที่สามารถหาซื้อได้ง่ายหรือเก็บเกี่ยวได้จากชุมชน ซึ่งสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบของสูตรตำรับจะต้องตรงเกณฑ์ 2/3 ข้อ พบว่ามีสมุนไพร 6 ชนิดที่ตรงเกณฑ์ ได้แก่ เสลดพังพอนตัวเมีย ข่อย กานพลู มังคุด เกลือ และเกล็ดสะระแหน่ จึงได้นำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้งหมด 2 สูตร 2) ผลตรวจสอบคุณภาพทางกายภาพและการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ของต้นแบบผลิตภัณฑ์ พบว่า สูตรที่ 1 มีลักษณะเป็นของเหลวใส สีน้ำตาล ไม่มีตะกอน มีกลิ่นเสลดพังพอนตัวเมียและกานพลู และสูตรที่ 2 มีลักษณะเป็นของเหลวใส สีม่วง ไม่มีตะกอน มีกลิ่นกานพลูเล็กน้อย และผลการตรวจสอบคุณภาพด้านจุลินทรีย์ ไม่พบการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคในทางเดินอาหาร ได้แก่ <em>Staphylococcus aureus</em>, <em>Escherichia</em> <em>coli</em>, <em>Salmonella</em> spp. และ <em>Clostridium</em> spp. ดังนั้นผลการวิจัยในครั้งนี้เป็นแนวทางในการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากสมุนไพร และส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง ซึ่งพบว่า สูตรที่ 2 มีลักษณะทางกายภาพดีที่สุด จึงมีความเหมาะสมในการนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ควรทดสอบคุณสมบัติความคงตัวเพิ่มเติม</p>
2026-01-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1178
การศึกษาประสิทธิผลของตำรับยาสำราญนิทรา ต่อการเพิ่มคุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยที่มีภาวะนอนไม่หลับ
2025-05-26T20:30:37+07:00
ชุติวัต หยู่ทองอินทร์
pheetiwat005@gmail.com
พรรัตน์ จันทร์ศรี
pornratanz@gmail.com
เจนจิรา สุขเจริญจิต
jenjirajane84@gmail.com
เขมานันท์ จูมทอง
kaemanun.j@gmail.com
พิมพ์ลดา พงศ์ชัยชานนท์
pimlada7856@gmail.com
ศรีสุภัค นันทา
srisuphak2004@gmail.com
<p> การนอนหลับ เป็นสภาวะหนึ่งของร่างกายที่จำเป็นและสำคัญของชีวิตการนอนไม่หลับเป็นปัญหาสุขภาพที่มีความสำคัญและพบได้บ่อยที่สุด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของบุคคล ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย จิตใจ สังคม อาชีพ และเศรษฐกิจ การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลก่อนและหลังได้รับตำรับยาสำราญนิทราต่อการเพิ่มคุณภาพการนอนหลับ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยนอนไม่หลับที่เข้ารับบริการในศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สาขาเขตสุขภาพ 7 แห่ง จำนวน 186 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ ตำรับยาสำราญนิทรา รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล (ขนาด 250 มิลลิกรัม/แคปซูล) วันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ เก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้แบบสอบถามดัชนีคุณภาพการนอนหลับของ พิตต์สเบิร์ก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมานในการวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนและหลังได้รับตำรับยาสำราญนิทราโดยใช้สถิติ dependent t-test</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพการนอนหลับดีขึ้นจาก 9.58±2.55 เป็น 6.82±3.34 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)อย่างไรก็ตาม ในทางคลินิกพบว่าระดับคะแนนเฉลี่ยยังไม่แตกต่างในระดับที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จึงสามารถสรุปได้ว่าการใช้ตำรับยาสำราญนิทรามีแนวโน้มช่วยส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยได้ในระดับปานกลาง</p>
2026-01-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1134
การประยุกต์ใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติในผลของวัสดุปลูกภายใต้ระบบควบคุมอัตโนมัติในโรงเรือนระบบปิดต่อการเจริญเติบโตของกระวานการปลูกกระวานระบบปิด
2025-07-13T19:37:29+07:00
คมสัน มุ่ยสี
komsanmuisee@gmail.com
นภาพร จิตต์ศรัทธา
napaporn.j@rbru.ac.th
กฤษณะ จันทสิทธิ์
kritsana.c@rbru.ac.th
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้และทดสอบระบบควบคุมอัตโนมัติในการควบคุมปัจจัยแวดล้อม เช่น การให้น้ำ ค่าความเป็นกรด-ด่าง และค่าความนำไฟฟ้า (EC) ในระบบโรงเรือน วางแผนการทดลองแบบ 3 CRD (Completely Randomized Design) จำนวน 5 ซ้ำ ซ้ำละ 3 กระถาง ซึ่งมีปัจจัยที่ 1 คือ ชนิดวัสดุปลูก ได้แก่ขุยปาล์ม ขุยมะพร้าว และกาบมะพร้าวสับ สูตรวัสดุปลูกที่ 1 กาบมะพร้าวสับ 50%+ขุยปาล์ม 50%, สูตรวัสดุปลูกที่ 2 ขุยมะพร้าว 50%+กาบมะพร้าวสับ 50%, สูตรวัสดุปลูกที่ 3 ขุยปาล์ม 50%+ขุยมะพร้าว 50% และปัจจัยที่ 2 คือระดับความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหาร ได้แก่ EC = 2.5 mS/cm และ pH 5.5-6.5 จากการทดลองพบว่า วัสดุปลูกกาบมะพร้าวสับ+ขุยปาล์ม 50+50% ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของกระวานดีที่สุด โดยมีจำนวนต้นสูงที่สุด 15.20 ต้น/กระถาง และมีจำนวนหน่อเน่าของกระวานน้อยที่สุด 0.46 หน่อ/กระถาง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ร้อยละ 3.09</p>
2026-01-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์
https://li02.tci-thaijo.org/index.php/adscij/article/view/1322
ระบบแจ้งเตือนและติดตามเด็กผ่าน iBeacon
2025-10-22T07:32:32+07:00
กัลยา ธนาสินธ์
kanlaya.th@bsru.ac.th
ณัฐดนัย สิงห์คลีวรรณ
Nutdanai.si@bsru.ac.th
ธีรวิทย์ อัศวศิลปกุล
Teerawit.as@bsru.ac.th
สายัณ พุทธลา
Sayan.pu@bsru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบติดตามและแจ้งเตือนความปลอดภัยของเด็ก โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยี iBeacon สำหรับตรวจสอบตำแหน่งของเด็กในพื้นที่จำกัด 3 สถานการณ์ ได้แก่ ภายในบ้าน ภายในรถยนต์ และในห้องเรียน ระบบประกอบด้วยอุปกรณ์รับสัญญาณ iBeacon ที่ติดตั้งกับตัวเด็ก เชื่อมต่อกับไมโครคอนโทรลเลอร์ NodeMCU ESP32 และโมดูลสื่อสาร SIM-808 เพื่อส่งการแจ้งเตือนไปยังผู้ปกครองผ่านการโทรออก ระบบไลน์แจ้งเตือน และเว็บไซต์ Baby System Alert ผลการทดสอบประสิทธิภาพพบว่า ระบบสามารถตรวจจับระยะห่างของเด็กได้ถึง 5 เมตร และส่งการแจ้งเตือนทันทีเมื่อเด็กเคลื่อนออกนอกพื้นที่ที่กำหนด โดยมีข้อความสถานะ “อยู่ในพื้นที่” และ “ออกนอกพื้นที่” ปรากฏในระบบไลน์แจ้งเตือนและเว็บไซต์ นอกจากนี้ หากเด็กออกนอกพื้นที่บ้านหรือโรงเรียนเกิน 10 นาที ระบบจะโทรแจ้งเตือนผู้ปกครองโดยอัตโนมัติ ส่วนในกรณีที่เด็กถูกทิ้งไว้ในรถยนต์เกิน 5 นาที ระบบจะทำการโทรแจ้งเตือนทันที ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าระบบสามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยของเด็ก และช่วยให้ผู้ปกครองรับทราบสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ</p>
2026-01-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์