วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi <div><strong>วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม</strong></div> <div> </div> <div><strong>กำหนดออก : 2 ฉบับต่อปี</strong></div> <div>ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</div> <div> </div> <div><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong><br />วารสารรับพิจารณาต้นฉบับที่เป็นบทความวิจัย และบทความวิชาการ ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ในสาขาต่อไปนี้</div> <div> </div> <div><strong>1. วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Applied Sciences)</strong></div> <div> 1.1. วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์ประยุกต์ เคมีประยุกต์ และชีววิทยาประยุกต์)</div> <div> 1.2. วิทยาศาสตร์สุขภาพ และวิทยาศาสตร์การกีฬา</div> <div> 1.3. วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ </div> <div> </div> <div><strong>2. เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology &amp; Innovation)</strong></div> <div> 2.1 เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร อาหาร สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม</div> <div> 2.2. วิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ และปัญญาประดิษฐ์</div> <div> 2.3. เทคโนโลยีอุตสาหกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ วัสดุศาสตร์ และนาโนเทคโนโลยี</div> <div> </div> <div><strong>3. นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาชุมชนและพื้นที่ (Local &amp; Community Innovation)</strong></div> <div> งานวิจัยเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม</div> คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา th-TH วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม ##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms## การพัฒนาคุกกี้เนยโดยการทดแทนแป้งสาลีด้วยกากถั่วดาวอินคาและเสริมผงหัวปลี https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi/article/view/1850 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสูตรพื้นฐานของคุกกี้เนย ศึกษาปริมาณการทดแทนแป้งสาลีด้วยกากถั่วดาวอินคา และศึกษาปริมาณการเสริมผงหัวปลีที่เหมาะสมในผลิตภัณฑ์คุกกี้เนย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์คุกกี้จากวัตถุดิบทางเลือกที่มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์เบเกอรี การทดลอง<br />แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ การคัดเลือกสูตรพื้นฐานของคุกกี้เนย การศึกษาการทดแทนแป้งสาลีด้วยกากถั่วดาวอินคาในระดับร้อยละ 15, 30 และ 45 และการศึกษาการเสริมผงหัวปลีในระดับร้อยละ 5, 10, 15 และ 20 ของสูตรผลิตภัณฑ์ ประเมินคุณลักษณะทางประสาทสัมผัสด้านลักษณะที่ปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม ด้วยวิธี 9-Point Hedonic Scale โดยใช้ผู้ทดสอบแบบไม่ผ่านการฝึกฝนจำนวน 50 คน และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยวิธีวิเคราะห์ความแปรปรวนและเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Duncan’s New Multiple Range Test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ <em>p</em> ≤ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า สูตรพื้นฐานที่เหมาะสมที่สุดคือสูตรที่ 3 การทดแทนแป้งสาลีด้วยกากถั่วดาวอินคาร้อยละ 15 ได้รับคะแนนความชอบโดยรวมสูงที่สุด เท่ากับ 8.16±1.07 และการเสริมผงหัวปลีร้อยละ 5 ได้รับคะแนนความชอบโดยรวมสูงที่สุด เท่ากับ 8.20±0.88 ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีลักษณะกรอบร่วน กลิ่นหอม และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในระดับชอบมากถึงชอบมากที่สุด ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ากากถั่วดาวอินคาและผงหัวปลีสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบทางเลือกในการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุกกี้เนยได้ โดยยังคงรักษาคุณลักษณะทางประสาทสัมผัสและการยอมรับของผู้บริโภคในระดับสูง</p> ศุภวัฒน์ นามคำ ธีรเดช รัศมีคม จรัสสินี สุวีรานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-26 2026-06-26 1 1 26110 26110 ผลของกากถั่วดาวอินคาผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงจากกากถั่วดาวอินคา https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi/article/view/1703 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงจากกากถั่วดาวอินคาโดยผันแปรปริมาณกากถั่วดาวอินคาที่แตกต่างกัน 4 ระดับ คือ 40, 50, 60 และ 70 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ พบว่า ปริมาณกากถั่วดาวอินคาที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อค่าความเป็นกรด-ด่าง และความหนืดของเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงจากถั่วดาวอินคา แต่ปริมาณกากถั่วดาวอินคาที่แตกต่างกันกลับส่งผลให้เครื่องดื่มสำเร็จรูป ชนิดผงจากถั่วดาวอินคามีค่าความชื้น ปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด และความหนาแน่นเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ (<em>P</em> ≤ 0.05) นอกจากนี้ยังส่งผลให้ดัชนีการดูดซับน้ำ ของเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงจากถั่วดาวอินคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเพิ่มปริมาณกากถั่วดาวอินคามากขึ้น ในด้านผลการทดสอบทางประสาทสัมผัสพบว่า การเพิ่มปริมาณกากถั่วดาวอินคาในสูตรการผลิตเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงจากกากถั่วดาวอินคาเท่ากับ 40 และ 50 เปอร์เซ็นต์ ได้รับคะแนนความชอบด้านกลิ่นถั่วดาวอินคา รสหวาน ความข้นหนืด และความชอบโดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em> &gt; 0.05) ดังนั้นจึงคัดเลือกเครื่องดื่มสำเร็จรูปจากกากถั่วดาวอินคาที่มีปริมาณกากถั่วดาวอินคาเท่ากับ 50 เปอร์เซ็นต์ ที่ได้รับคะแนนความชอบโดยรวมเท่ากับ 6.82±1.79 คะแนน เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากกากถั่วดาวอินคาในสูตรการผลิตให้มากที่สุด</p> สิริกาญจน์ ธนบูรณ์ร้องคำ เกตุการ ดาจันทา อุทัยวรรณ ฉัตรธง ชุติมา เลิศลักษมี สุภัชญาพร นิตย์สุวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-28 2026-05-28 1 1 26101 26101 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการชั้นเรียนออนไลน์สำหรับโรงเรียนศรีบางไทร https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi/article/view/1855 <p>การบริหารจัดการชั้นเรียนในสถานศึกษายังคงประสบปัญหาในการติดตามการมาเรียน การจัดเก็บข้อมูลนักเรียน การบันทึกคะแนน และการจัดการกิจกรรมต่าง ๆ ภายในชั้นเรียน ส่งผลให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีภาระงานด้านเอกสารและการบริหารข้อมูลเพิ่มขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบจัดการชั้นเรียนออนไลน์สำหรับโรงเรียนศรีบางไทร ประเมินประสิทธิภาพของระบบ และศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งาน โดยประยุกต์ใช้กระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศตามแนวทาง System Development Life Cycle (SDLC) ในการวิเคราะห์ ออกแบบ พัฒนา ทดสอบ และประเมินผลระบบ ระบบถูกพัฒนาในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้ Google Apps Script ร่วมกับ Google Sheets เพื่อรองรับการจัดการข้อมูลนักเรียน การเช็คชื่อ การติดตามการมาเรียน การจัดการตารางสอน การบันทึกคะแนนพฤติกรรม การบันทึกข้อมูลสุขภาพนักเรียน และการรายงานผลสารสนเทศ ผลการวิจัยพบว่า ระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถรองรับการบริหารจัดการชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลการประเมินคุณภาพของระบบจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน 3 คน พบว่าระบบมีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.23, S.D. = 0.26) และผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งาน จำนวน 60 คน พบว่ามีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.18, S.D. = 0.48) โดยผู้ใช้งานมีความพึงพอใจสูงต่อการออกแบบระบบ ความง่ายในการใช้งานและความสามารถในการสนับสนุนการบริหารจัดการชั้นเรียน ผลการศึกษาสรุปได้ว่าระบบจัดการชั้นเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมต่อการนำไปใช้งานจริง สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลภายในชั้นเรียน ลดภาระงานด้านเอกสาร และสนับสนุนการติดตามข้อมูลนักเรียนได้อย่างเป็นระบบ อันเป็นแนวทางสำคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการสถานศึกษาในยุคดิจิทัล</p> อธิบ โพทอง สิริญญา โกษะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-26 2026-06-26 1 1 26108 26108 อิทธิพลของลูกแป้งพื้นบ้านต่อคุณภาพและการหมักข้าวหมากข้าวเหนียวดำในภาคเหนือตอนล่าง https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi/article/view/1723 <p>ข้าวหมาก เป็นอาหารพื้นบ้านโบราณที่ยังคงได้รับความนิยมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างมีความหลากหลายของลูกแป้งที่นำมาใช้เป็นกล้าเชื้อหมักและส่งผลต่อคุณภาพของข้าวหมากในพื้นที่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพทางเคมี (ของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด แอลกอฮอล์ และค่าความเป็นกรด-ด่าง) และคุณภาพทางประสาทสัมผัสของข้าวหมากข้าวเหนียวดำที่หมักด้วยลูกแป้งที่ผลิตจากจังหวัดพิษณุโลก (อำเภอบางระกำ (BR-PL) และอำเภอพรหมพิราม (PP-PL)) พิจิตร (ตำบลเนินปอ (NP-PC) และตำบลกำแพงดิน (KD-PC) อำเภอสามง่าม) และสุโขทัย (อำเภอเมือง (MS-ST)) ผลการศึกษาพบว่า ข้าวหมากข้าวเหนียวดำที่ผลิตจากลูกแป้งต่างแหล่งผลิตมีคุณภาพทางเคมีแตกต่างกัน โดยมีเพียงข้าวหมากข้าวเหนียวดำที่หมักด้วยลูกแป้ง KD-PC ที่มีปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด แอลกอฮอล์ และค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่ใกล้เคียงกับเกณฑ์มาตรฐาน มผช. 162/2546 และได้รับคะแนนความชอบจากการประเมินด้วยวิธี 9-point hedonic scale ในด้านความหวาน กลิ่นรสแอลกอฮอล์ เนื้อสัมผัส และความชอบรวมสูงกว่าข้าวหมากข้าวเหนียวดำที่หมักด้วยลูกแป้งจากแหล่งอื่น โดยได้รับคะแนนความชอบรวมอยู่ในระดับชอบปานกลาง - ชอบมาก ด้วยคะแนน 7.17 คะแนน การใช้ลูกแป้งหมักข้าวหมากในปริมาณที่แตกต่างกัน (ร้อยละ 0.40 – 1.00 โดยน้ำหนัก) ไม่ทำให้เกิดความแตกต่างของปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด ปริมาณแอลกอฮอล์ และค่าความเป็นกรด-ด่าง ของข้าวหมากข้าวเหนียวดำหลังการหมักนาน 3 วัน</p> เกตุการ ดาจันทา สิริกาญจน์ ธนบูรณ์ร้องคำ อุทัยวรรณ ฉัตรธง ชุติมา เลิศลักษมี สุภัชญาพร นิตย์สุวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-08 2026-06-08 1 1 26104 26104 การวิเคราะห์ความต้องการระบบสารสนเทศครัวเรือนยากจนของเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ ในจังหวัดนครราชสีมา https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi/article/view/1755 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของระบบสารสนเทศครัวเรือนยากจนในมุมมองของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และพัฒนากรอบแนวคิด Sequential Mixed-Methods Requirements Analysis Framework (SMRAF) สำหรับโครงการระบบสารสนเทศภาครัฐ ดำเนินการวิจัยในจังหวัดนครราชสีมา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานเชิงลำดับขั้นสำรวจ (QUAL <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\rightarrow&amp;space;" alt="equation" /> quan) กับผู้เข้าร่วมจำนวน 20 คน จาก 10 หน่วยงานภาครัฐ ระยะเชิงคุณภาพใช้การสนทนากลุ่มร่วมกับการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแบบ thematic analysis เพื่อสกัดประเด็นความต้องการของระบบ ส่วนระยะเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามมาตรประมาณค่า Likert 5 ระดับ และกรอบแนวคิด MoSCoW prioritization เพื่อยืนยันและจัดลำดับความสำคัญของความต้องการระบบ ผลการศึกษาพบความต้องการหลัก 5 ด้าน ได้แก่ (1) การเข้าถึงและการใช้งานระบบ (2) ความครอบคลุมและคุณภาพข้อมูล (3) การลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล (4) การรายงานผลและการวิเคราะห์ข้อมูล และ (5) การบูรณาการระบบ โดยประเด็นการลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้รับการจัดลำดับความสำคัญสูงสุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.75, SD = 0.44) และถูกจัดอยู่ในระดับ Must Have เจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานสะท้อนปัญหาการปรากฏซ้ำของข้อมูลครัวเรือนเดียวกันในหลายฐานข้อมูล ซึ่งส่งผลต่อความถูกต้องของการให้ความช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณยังยืนยันผลการศึกษาเชิงคุณภาพในประเด็นที่ 1–4 และสะท้อนความแตกต่างด้านความรอบรู้ดิจิทัลระหว่างกลุ่มผู้ใช้ในประเด็นการบูรณาการระบบ งานวิจัยนี้นำเสนอชุดความต้องการของระบบสารสนเทศครัวเรือนยากจนที่ผ่านการตรวจสอบในบริบทประเทศไทย และเสนอกรอบ SMRAF สำหรับใช้ในการวิเคราะห์ความต้องการของโครงการระบบสารสนเทศภาครัฐที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายระดับความเข้าใจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ</p> ฉัฐระพี โพธิ์ปิติกุล กนกพร ฉิมพลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-28 2026-05-28 1 1 26102 26102 ศักยภาพของไส้เดือนทะเล Prionospio membranacea ในการบำบัดทางชีวภาพของดินตะกอนอินทรีย์สารสูงใต้แพเลี้ยงหอยแมลงภู่ บริเวณอ่าวศรีราชา จังหวัดชลบุรี https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi/article/view/1892 <p>การสะสมอินทรีย์สารในดินตะกอนใต้แพเลี้ยงหอยแมลงภู่เป็นปัญหาสำคัญของระบบเพาะเลี้ยงชายฝั่ง เนื่องจากอาจทำให้เกิดสภาพดินตะกอนเสื่อมโทรม การสะสมของซัลไฟด์ และการเปลี่ยนแปลงของประชาคมสัตว์ทะเลหน้าดิน การบำบัดทางชีวภาพโดยใช้สิ่งมีชีวิตท้องถิ่นจึงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของไส้เดือนทะเล <em>Prionospio membranacea</em> ในการบำบัดทางชีวภาพของดินตะกอนอินทรีย์สารสูงใต้แพเลี้ยงหอยแมลงภู่บริเวณอ่าวศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยเก็บรวบรวมไส้เดือนทะเลตัวเต็มวัยจากดินตะกอนที่มีอินทรีย์สารสูง กระตุ้นให้สืบพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ และเพาะเลี้ยงในปริมาณมากจนได้ระยะ early benthic stage จากนั้นปล่อยลงในดินตะกอนใต้แพเลี้ยงหอยแมลงภู่ที่ความหนาแน่น 400 ตัวต่อตารางเมตร เปรียบเทียบกับพื้นที่ควบคุมที่ไม่มีการเติมไส้เดือนทะเล และติดตามผลเป็นเวลา 30 วัน โดยประเมินการเจริญเติบโต การเพิ่มมวลชีวภาพ ปริมาณอินทรีย์สาร ปริมาณซัลไฟด์ และความชุกชุมของสัตว์ทะเลหน้าดิน ผลการศึกษาพบว่า <em>P. membranacea</em> สามารถดำรงชีวิต เจริญเติบโต เพิ่มมวลชีวภาพ และสร้างกลุ่มประชากรในดินตะกอนใต้แพเลี้ยงหอยแมลงภู่ได้ โดยพื้นที่ที่เติมไส้เดือนทะเลมีปริมาณอินทรีย์สารลดลง 38.53–46.05% และปริมาณซัลไฟด์ลดลง 6.29–16.18% <br />ในระยะเวลา 30 วัน พื้นที่ที่ไม่มีการคลุมตาข่ายมีแนวโน้มให้ประสิทธิภาพการลดอินทรีย์สารและซัลไฟด์สูงกว่าพื้นที่ที่คลุมตาข่าย ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า <em>P. membranacea</em> มีศักยภาพเป็นสิ่งมีชีวิตท้องถิ่นสำหรับใช้บำบัดทางชีวภาพในระบบเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ชายฝั่ง อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาซ้ำในหลายฤดูกาล เพิ่มระยะเวลาการทดลอง และทดสอบความหนาแน่นของการปล่อยไส้เดือนทะเลในหลายระดับ เพื่อพัฒนาแนวทางการประยุกต์ใช้ในระดับพื้นที่จริงอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ณัฐกิตทิ์ โตอ่อน อลงกต อินทรชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-24 2026-06-24 1 1 26106 26106 ระบบสร้างเรซูเม่อัจฉริยะบนสถาปัตยกรรมเว็บสมัยใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi/article/view/1826 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของระบบสร้างเรซูเม่อัจฉริยะที่สามารถปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับลักษณะงานที่ต้องการ โดยบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ากับสถาปัตยกรรม Serverless Edge Computing ระบบพัฒนาด้วย Next.js, Tailwind CSS, Hono Framework บน Cloudflare Workers และ Cloudflare D1 พร้อมประยุกต์ใช้ Gemini 2.5 Flash API สำหรับวิเคราะห์ แนะนำ และสรุปเนื้อหาเรซูเม่อัตโนมัติ ผลการวิจัยพบว่าระบบสามารถรองรับกระบวนการสร้างเรซูเม่ได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การกรอกข้อมูล การเลือกเทมเพลต การประมวลผลด้วย AI จนถึงการส่งออกไฟล์ PDF และสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างรวดเร็วผ่าน Cloudflare Edge Network ผลการประเมินประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.94, S.D. = 1.00) โดยรายการประเมินที่มีคะแนนสูงสุดคือการเลือกใช้สี โทนหน้าเว็บ และขนาดตัวอักษรมีความเหมาะสม ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.38, S.D. = 0.83) รองลงมาคือเว็บแอปพลิเคชันตอบสนองการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.22, S.D. = 0.94) และการแสดงผลตัวอย่างเรซูเม่ได้อย่างถูกต้อง ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.19, S.D<em>. </em>= 1.00) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดทำเรซูเม่ และแสดงศักยภาพของการประยุกต์ใช้ AI ร่วมกับเว็บแอปพลิเคชันสมัยใหม่ในการพัฒนาระบบอัจฉริยะในอนาคต</p> อนัญญา สุภากรณ์ ปิยดา ก่ำแก้ว รัตนาวดี พานทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-24 2026-06-24 1 1 26107 26107 การพัฒนาอาหารเจลจากข้าวกล้องหอมมะลิแดงเสริมจิ้งหรีดผงทดแทนน้ำตาลด้วยอิริทริทอล https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi/article/view/1848 <p style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาอาหารเจลจากข้าวกล้องหอมมะลิแดงเสริมจิ้งหรีดผงโดยใช้อิริทริทอลทดแทนน้ำตาลบางส่วน เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือกสำหรับผู้สูงอายุและผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ จึงทำการศึกษาผลของการเสริมจิ้งหรีดผงในระดับร้อยละ 0, 5, 10, 15 และ 20 ของส่วนผสมทั้งหมดต่อคุณภาพทางกายภาพ เคมี จุลชีววิทยา และคุณลักษณะทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์อาหารเจล ผลการศึกษาพบว่า การเพิ่มปริมาณจิ้งหรีดผงส่งผลให้ค่าความสว่าง (<em>L</em>*) และค่าความเป็นสีแดง (<em>a</em>*) ของอาหารเจลลดลง ขณะที่ค่าความเป็นสีเหลือง (<em>b</em>*) และค่าความแน่นเนื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\leq&amp;space;" alt="equation" /> 0.05) นอกจากนี้ ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามระดับการเสริมจิ้งหรีดผง ในขณะที่ค่า pH ลดลงเล็กน้อย ผลการวิเคราะห์ทางจุลชีววิทยา พบว่าผลิตภัณฑ์ทุกสูตรมีจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมด ยีสต์และรา และฟีคอลโคลิฟอร์มอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ที่ปลอดภัยต่อการบริโภค ผลการทดสอบทางประสาทสัมผัสโดยผู้บริโภคทั่วไปจำนวน 50 คน พบว่าสูตรที่เสริมจิ้งหรีดผงร้อยละ 15 ได้รับคะแนนความชอบสูงที่สุดในด้านลักษณะปรากฏ สี เนื้อสัมผัสและความชอบโดยรวม โดยมีคะแนนความชอบโดยรวมเท่ากับ 7.10<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\pm&amp;space;" alt="equation" />1.39 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับชอบปานกลางถึงชอบมาก ดังนั้น การเสริมจิ้งหรีดผงในระดับร้อยละ 15 จึงเป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการพัฒนาอาหารเจลจากข้าวกล้องหอมมะลิแดง เนื่องจากให้สมดุลที่ดีระหว่างคุณค่าทางโภชนาการคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และการยอมรับของผู้บริโภคสูงที่สุด ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมีศักยภาพในการต่อยอดเป็นอาหารเชิงหน้าที่และอาหารทางเลือกสำหรับผู้สูงอายุในอนาคต</p> ปัณณปภณ ใจฉกรรจ์ ชลธิชา มงคลสนธิ์ ศรัญญา สุวรรณอังกูร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-08 2026-06-08 1 1 26105 26105 สัตว์หน้าดินกับการประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมแหล่งน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา : บทเรียนสังเคราะห์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ แหล่งชุมชน และระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi/article/view/1860 <p>สัตว์หน้าดินเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศแหล่งน้ำที่สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพสิ่งแวดล้อมของแหล่งน้ำได้ เนื่องจากมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพื้นท้องน้ำและดินตะกอน มีการเคลื่อนที่จำกัด และมีระดับความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้สัตว์หน้าดินในการประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมของแหล่งน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากกรณีศึกษาในแหล่งน้ำ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ แหล่งน้ำธรรมชาติ แหล่งชุมชน และระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยครอบคลุมแหล่งน้ำย่อยสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำสายหลัก แหล่งชุมชนเมือง คลองเกษตรกรรม พื้นที่รับน้ำ การเลี้ยงปลาในกระชังแม่น้ำ บ่อเลี้ยงปลาและพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงแหล่งน้ำชุมชน ในท้องถิ่น ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าแหล่งน้ำแต่ละประเภทได้รับแรงกดดันทางสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน ส่งผลให้องค์ประกอบ ความชุกชุม และบทบาทของสัตว์หน้าดินในการบ่งชี้คุณภาพสิ่งแวดล้อมของแหล่งน้ำแตกต่างกันอย่างชัดเจน กลุ่มสัตว์หน้าดินที่ทนต่ออินทรียสารสูง เช่น ไส้เดือนน้ำวงศ์ Tubificidae และ Naididae รวมทั้งตัวอ่อนแมลงริ้นน้ำจืดวงศ์ Chironomidae มักพบเด่นในบริเวณที่ได้รับแรงกดดัน<br />จากน้ำเสียชุมชน เกษตรกรรม และระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ขณะที่กลุ่มหอยน้ำจืด กุ้งฝอย และตัวอ่อนแมลงน้ำบางกลุ่มสามารถบ่งชี้สภาพถิ่นอาศัยที่ยังคงเหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตหลายกลุ่มหรือคุณภาพน้ำระดับพอใช้การใช้สัตว์หน้าดินร่วมกับดัชนี BMWPthai Score และ ASPTthai ข้อมูลคุณภาพน้ำ ดินตะกอน และการมีส่วนร่วมของชุมชน สามารถพัฒนาเป็นเครื่องมือเฝ้าระวังคุณภาพแหล่งน้ำต้นทุนต่ำที่เหมาะสมกับชุมชนท้องถิ่น และสนับสนุนการจัดการแหล่งน้ำระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ควรต่อยอดเป็นแนวทางติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมของแหล่งน้ำระดับจังหวัด เพื่อใช้ประกอบการกำหนดพื้นที่เสี่ยง<br />และการวางแผนจัดการแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง</p> ณัฐกิตทิ์ โตอ่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-26 2026-06-26 1 1 26109 26109 ปัญญาประดิษฐ์ในการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: ศักยภาพ จริยธรรม และสมรรถนะผู้สอนในศตวรรษที่ 21 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi/article/view/1758 <p>บทความนี้มุ่งศึกษาบทบาทและศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ ได้แก่ การวิเคราะห์กลไกที่ปัญญาประดิษฐ์สร้างประสบการณ์การเรียนรู้เฉพาะบุคคล การประเมินประสิทธิผลของระบบวิเคราะห์ข้อมูลการเรียนรู้ (Learning analytics) ในการติดตามพัฒนาการของผู้เรียน การสำรวจความท้าทายเชิงจริยธรรมที่เกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในบริบทการศึกษา และการกำหนดข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับผู้บริหารสถาบันและผู้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง การศึกษาอาศัยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic review) จากงานวิจัยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ผนวกกับการวิเคราะห์กรณีศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งในระดับนานาชาติและในบริบทของประเทศไทย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์มีขนาดผลเชิงบวกในระดับปานกลางถึงสูงต่อประสิทธิผลการเรียนรู้ โดยเฉพาะในการสนับสนุนการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการรายบุคคลและการให้ข้อมูลป้อนกลับแบบทันที อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้สอน ซึ่งงานวิจัยที่เกี่ยวข้องระบุตรงกันว่าเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลในชั้นเรียน นอกจากนี้แม้ปัญญาประดิษฐ์จะมีศักยภาพในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แต่ในทางปฏิบัติเทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงกระจุกตัวอยู่ในสถาบันที่มีทรัพยากรสูง พร้อมกับก่อให้เกิดข้อกังวลด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ของผู้เรียนและความลำเอียงของระบบการประมวลผลอัตโนมัติ ซึ่งต้องการการจัดการเชิงนโยบาย<br />อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</p> สาโรช พูลเทพ คณิต เขียววิชัย ไพรินทร์ ไทยสงเคราะห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-28 2026-05-28 1 1 26103 26103