วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi <div><strong>วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม</strong></div> <div> </div> <div><strong>กำหนดออก : 2 ฉบับต่อปี</strong></div> <div>ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</div> <div> </div> <div><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong><br />วารสารรับพิจารณาต้นฉบับที่เป็นบทความวิจัย และบทความวิชาการ ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ในสาขาต่อไปนี้</div> <div> </div> <div><strong>1. วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Applied Sciences)</strong></div> <div> 1.1. วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์ประยุกต์ เคมีประยุกต์ และชีววิทยาประยุกต์)</div> <div> 1.2. วิทยาศาสตร์สุขภาพ และวิทยาศาสตร์การกีฬา</div> <div> 1.3. วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ </div> <div> </div> <div><strong>2. เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology &amp; Innovation)</strong></div> <div> 2.1 เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร อาหาร สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม</div> <div> 2.2. วิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ และปัญญาประดิษฐ์</div> <div> 2.3. เทคโนโลยีอุตสาหกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ วัสดุศาสตร์ และนาโนเทคโนโลยี</div> <div> </div> <div><strong>3. นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาชุมชนและพื้นที่ (Local &amp; Community Innovation)</strong></div> <div> งานวิจัยเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม</div> th-TH ##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms## jasi.sciaru@aru.ac.th (รองศาสตราจารย์ ดร.พิทยา ใจคำ (Assoc. Prof. Dr. Pithaya Chaikham)) jasi.sciaru@aru.ac.th (นางปวีณา มะลิซ้อน) Thu, 28 May 2026 20:15:44 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัญญาประดิษฐ์ในการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: ศักยภาพ จริยธรรม และสมรรถนะผู้สอนในศตวรรษที่ 21 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi/article/view/1758 <p>บทความนี้มุ่งศึกษาบทบาทและศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ ได้แก่ การวิเคราะห์กลไกที่ปัญญาประดิษฐ์สร้างประสบการณ์การเรียนรู้เฉพาะบุคคล การประเมินประสิทธิผลของระบบวิเคราะห์ข้อมูลการเรียนรู้ (Learning analytics) ในการติดตามพัฒนาการของผู้เรียน การสำรวจความท้าทายเชิงจริยธรรมที่เกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในบริบทการศึกษา และการกำหนดข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับผู้บริหารสถาบันและผู้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง การศึกษาอาศัยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic review) จากงานวิจัยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ผนวกกับการวิเคราะห์กรณีศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งในระดับนานาชาติและในบริบทของประเทศไทย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์มีขนาดผลเชิงบวกในระดับปานกลางถึงสูงต่อประสิทธิผลการเรียนรู้ โดยเฉพาะในการสนับสนุนการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการรายบุคคลและการให้ข้อมูลป้อนกลับแบบทันที อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้สอน ซึ่งงานวิจัยที่เกี่ยวข้องระบุตรงกันว่าเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลในชั้นเรียน นอกจากนี้แม้ปัญญาประดิษฐ์จะมีศักยภาพในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แต่ในทางปฏิบัติเทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงกระจุกตัวอยู่ในสถาบันที่มีทรัพยากรสูง พร้อมกับก่อให้เกิดข้อกังวลด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ของผู้เรียนและความลำเอียงของระบบการประมวลผลอัตโนมัติ ซึ่งต้องการการจัดการเชิงนโยบาย<br />อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</p> รศ.ดร.สาโรช พูลเทพ, ศ. ดร. คณิต เขียววิชัย, ไพรินทร์ ไทยสงเคราะห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi/article/view/1758 Thu, 28 May 2026 00:00:00 +0700 ผลของกากถั่วดาวอินคาผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงจากกากถั่วดาวอินคา https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi/article/view/1703 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงจากกากถั่วดาวอินคาโดยผันแปรปริมาณกากถั่วดาวอินคาที่แตกต่างกัน 4 ระดับ คือ 40, 50, 60 และ 70 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ พบว่า ปริมาณกากถั่วดาวอินคาที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อค่าความเป็นกรด-ด่าง และความหนืดของเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงจากถั่วดาวอินคา แต่ปริมาณกากถั่วดาวอินคาที่แตกต่างกันกลับส่งผลให้เครื่องดื่มสำเร็จรูป ชนิดผงจากถั่วดาวอินคามีค่าความชื้น ปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด และความหนาแน่นเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ (<em>P</em> ≤ 0.05) นอกจากนี้ยังส่งผลให้ดัชนีการดูดซับน้ำ ของเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงจากถั่วดาวอินคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเพิ่มปริมาณกากถั่วดาวอินคามากขึ้น ในด้านผลการทดสอบทางประสาทสัมผัสพบว่า การเพิ่มปริมาณกากถั่วดาวอินคาในสูตรการผลิตเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงจากกากถั่วดาวอินคาเท่ากับ 40 และ 50 เปอร์เซ็นต์ ได้รับคะแนนความชอบด้านกลิ่นถั่วดาวอินคา รสหวาน ความข้นหนืด และความชอบโดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em> &gt; 0.05) ดังนั้นจึงคัดเลือกเครื่องดื่มสำเร็จรูปจากกากถั่วดาวอินคาที่มีปริมาณกากถั่วดาวอินคาเท่ากับ 50 เปอร์เซ็นต์ ที่ได้รับคะแนนความชอบโดยรวมเท่ากับ 6.82±1.79 คะแนน เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากกากถั่วดาวอินคาในสูตรการผลิตให้มากที่สุด</p> สิริกาญจน์ ธนบูรณ์ร้องคำ, เกตุการ ดาจันทา, อุทัยวรรณ ฉัตรธง, ชุติมา เลิศลักษมี, สุภัชญาพร นิตย์สุวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi/article/view/1703 Thu, 28 May 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ความต้องการระบบสารสนเทศครัวเรือนยากจนของเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ ในจังหวัดนครราชสีมา https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi/article/view/1755 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของระบบสารสนเทศครัวเรือนยากจนในมุมมองของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และพัฒนากรอบแนวคิด Sequential Mixed-Methods Requirements Analysis Framework (SMRAF) สำหรับโครงการระบบสารสนเทศภาครัฐ ดำเนินการวิจัยในจังหวัดนครราชสีมา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานเชิงลำดับขั้นสำรวจ (QUAL <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\rightarrow&amp;space;" alt="equation" /> quan) กับผู้เข้าร่วมจำนวน 20 คน จาก 10 หน่วยงานภาครัฐ ระยะเชิงคุณภาพใช้การสนทนากลุ่มร่วมกับการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแบบ thematic analysis เพื่อสกัดประเด็นความต้องการของระบบ ส่วนระยะเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามมาตรประมาณค่า Likert 5 ระดับ และกรอบแนวคิด MoSCoW prioritization เพื่อยืนยันและจัดลำดับความสำคัญของความต้องการระบบ ผลการศึกษาพบความต้องการหลัก 5 ด้าน ได้แก่ (1) การเข้าถึงและการใช้งานระบบ (2) ความครอบคลุมและคุณภาพข้อมูล (3) การลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล (4) การรายงานผลและการวิเคราะห์ข้อมูล และ (5) การบูรณาการระบบ โดยประเด็นการลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้รับการจัดลำดับความสำคัญสูงสุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.75, SD = 0.44) และถูกจัดอยู่ในระดับ Must Have เจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานสะท้อนปัญหาการปรากฏซ้ำของข้อมูลครัวเรือนเดียวกันในหลายฐานข้อมูล ซึ่งส่งผลต่อความถูกต้องของการให้ความช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณยังยืนยันผลการศึกษาเชิงคุณภาพในประเด็นที่ 1–4 และสะท้อนความแตกต่างด้านความรอบรู้ดิจิทัลระหว่างกลุ่มผู้ใช้ในประเด็นการบูรณาการระบบ งานวิจัยนี้นำเสนอชุดความต้องการของระบบสารสนเทศครัวเรือนยากจนที่ผ่านการตรวจสอบในบริบทประเทศไทย และเสนอกรอบ SMRAF สำหรับใช้ในการวิเคราะห์ความต้องการของโครงการระบบสารสนเทศภาครัฐที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายระดับความเข้าใจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ</p> ฉัฐระพี โพธิ์ปิติกุล, กนกพร ฉิมพลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์ประยุกต์และนวัตกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jasi/article/view/1755 Thu, 28 May 2026 00:00:00 +0700