https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jtai/issue/feed วารสารเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร 2025-11-19T14:10:18+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.สรพงค์ เบญจศรี (บรรณาธิการวารสาร) sorapong@tsu.ac.th Open Journal Systems <p>ISSN 2822-1303 (Online)</p> <p>วารสารเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (Journal of Technology and Agricultural Innovation)เป็นวารสารผลงานวิจัย และผลงานวิชาการ ด้านวิทยาศาสตร์เกษตรและชีวภาพ (Agricultural and Biological Sciences) ของบุคลากร นักวิจัย นิสิต นักศึกษาภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยทักษิณ<br /><br /></p> https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jtai/article/view/1011 การผลิตขิงโดยใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสานเพื่อลดการเกิดโรคเหี่ยว ในจังหวัดเลย 2025-01-06T14:10:03+07:00 เอมอร เพชรทอง emornu@gmail.com รัติกาล ยุทธศิลป์ emornu@gmail.com วิภารัตน์ ดำริเข้มตระกูล emornu@gmail.com กมลทิพย์ สังข์แก้ว emornu@gmail.com <p><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none"> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการเกิดโรคเหี่ยวขิง โดยดำเนินการทดสอบในพื้นที่บ้านโป่งกวาง ตำบลโป่งกวาง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ระหว่างปี 2565–2567 วิธีทดสอบคือเตรียมดินด้วยการอบฆ่าเชื้อโดยใช้ปุ๋ยยูเรีย 80 กิโลกรัม ผสมปูนขาว 800 กิโลกรัมต่อไร่ (อัตราส่วน 1:10) หว่านทั่วแปลงแล้วไถกลบ อบดินไว้ไม่น้อยกว่า 3 สัปดาห์ จากนั้นไถเปิดหน้าดินและยกร่องเตรียมปลูก หัวพันธุ์ขิงแช่ในน้ำเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์</span><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none"> Bacillus subtilis </span><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">BS-DOA 24 อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เป็นเวลา 30 นาที ก่อนปลูกและพ่นเชื้อทุก 30 วันหลังปลูก ขุดต้นที่เป็นโรคออกจากแปลง โรยด้วยยูเรียผสมปูนขาวในหลุมอัตราส่วน</span> <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">80 : 800</span> <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">กิโลกรัมต่อไร่</span> <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">เปรียบเทียบกับวิธีเกษตรกรในสภาพแวดล้อมเดียวกัน</span> <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">พบว่า </span><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">วิธีทดสอบพบการเกิดโรคเหี่ยวขิงร้อยละ 56 ต่ำกว่าวิธีเกษตรกรที่พบการเกิดโรคร้อยละ 94 ผลผลิต</span><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ของวิธีทดสอบสูงกว่าวิธีเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) โดยวิธีทดสอบมีผลผลิตเฉลี่ย </span><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">7,753 กิโลกรัมต่อไร่ และวิธีเกษตรกรมีผลผลิตเฉลี่ย 5,589 กิโลกรัมต่อไร่ ต้นทุนการผลิตวิธีทดสอบ</span><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ลดลงร้อยละ 5 ส่งผลให้รายได้สุทธิเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 45 จากผลการวิจัยนี้สามารถนำไปแนะนำเกษตรกรผู้ปลูกขิงในพื้นที่จังหวัดเลยที่มีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกับพื้นที่ทดสอบ เพื่อลดการเกิดโรคเหี่ยวขิงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตขิง </span></p> 2025-11-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยทักษิณ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jtai/article/view/1208 การให้แคลเซียมคลอไรด์ทางใบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรักษา คุณภาพมะขามหวานหลังการเก็บเกี่ยว 2025-06-19T09:02:05+07:00 ภาณุมาศ โคตรพงศ์ panumas.k@doa.in.th ทิวาพร ผดุง panumas.k@doa.in.th สโรชา ถึงสุข panumas.k@doa.in.th <p><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none"> มะขามหวานประสบปัญหาเชื้อราในฝักหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษา จึงทำการศึกษาระยะเวลาการให้แคลเซียมคลอไรด์ทางใบที่เหมาะสมเพื่อลดการเกิดเชื้อราในฝักมะขามหวานพันธุ์สีทองก่อน และหลังการเก็บเกี่ยว จากการทดลองพบว่า การให้แคลเซียมคลอไรด์ความเข้มข้น 0.5 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 3 ครั้ง ก่อนเก็บเกี่ยว 3 เดือน ช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตทั้งหมดต่อต้น 26.89 กิโลกรัมต่อต้น น้ำหนักฝัก 39.56 กรัม และมีความยาวฝัก 18.16 เซนติเมตร สูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับกรรมวิธีที่ไม่ได้รับแคลเซียมคลอไรด์ (กรรมวิธีควบคุม) นอกจากนี้ฝักมะขามหวานที่ได้รับแคลเซียมคลอไรด์มีความแน่นเนื้อ และปริมาณแคลเซียมในเปลือกสูงกว่ากรรมวิธีที่ไม่ได้รับแคลเซียมคลอไรด์ ส่วนปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ กรดที่ไทเทรตได้และวิตามินซี ไม่แตกต่างกันทางสถิติ หลังจากเก็บรักษาผลผลิตที่อุณหภูมิห้อง (30 ± 2 องศาเซลเซียส) เป็นเวลา 3 เดือน พบว่า การให้แคลเซียมคลอไรด์ จำนวน 3 ครั้ง ก่อนเก็บเกี่ยว 3 เดือน มีปริมาณเชื้อราต่ำสุด 1.0×10² CFU/g ด้านผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การให้แคลเซียมคลอไรด์จำนวน 3 ครั้ง ก่อนเก็บเกี่ยว 3 เดือน ให้รายได้สูงสุด 43,024 บาทต่อไร่ และมีกำไรเพิ่มขึ้น 26.22 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับกรรมวิธีที่ไม่ให้แคลเซียมคลอไรด์ ดังนั้นการให้แคลเซียมคลอไรด์ ความเข้มข้น 0.5 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 3 ครั้ง ก่อนเก็บเกี่ยว 3 เดือน จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิตและสามารถลดการสูญเสียคุณภาพของมะขามหวานได้</span></p> 2025-11-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยทักษิณ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jtai/article/view/1224 ระดับผลกระทบจากภัยธรรมชาติต่อแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกในอุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง 2025-07-28T13:40:50+07:00 สุรศักดิ์ ชูทอง Surasak.c@rmutsv.ac.th จำเลือง เหตุทอง Surasak.c@rmutsv.ac.th วัฒนา ณ นคร Surasak.c@rmutsv.ac.th สุวรรณษา ชูเชิด Surasak.c@rmutsv.ac.th จารีพร เพชรชิต Surasak.c@rmutsv.ac.th นริศรา ตุลาธร Surasak.c@rmutsv.ac.th <p><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none"> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบทางชีวกายภาพและจิตวิทยาจากภัยธรรมชาติต่อแหล่งท่องเที่ยว</span><span style="font-size: 0.875rem;">ประเภทน้ำตกในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง จังหวัดนครศรีธรรมราช และเสนอแนวทาง<span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">การจัดการผลกระทบอย่างยั่งยืน การวิจัยอาศัยการประเมินด้วยประสาทสัมผัส (Sensory Evaluation) ร่วมกับการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา โดยเก็บข้อมูลภาคสนามจากนักท่องเที่ยวจำนวน 400 คน ผ่านวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสัดส่วน (Proportional Sampling) และการสุ่มตามช่วงเวลา </span></span><span style="font-size: 0.875rem;">(Time Interval Sampling) <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ผลการวิจัยพบว่า น้ำตกส่วนใหญ่ (6 จาก 9 แห่ง) ได้รับผลกระทบทางชีวกายภาพในระดับปานกลาง โดยน้ำตกคลองจังมีค่าผลกระทบเฉลี่ยสูงที่สุด (3.18 คะแนน) ขณะที่น้ำตกหนานปลิวมีค่าต่ำที่สุด (1.39 คะแนน) ตัวชี้วัดที่แสดงผลกระทบรุนแรงที่สุด ได้แก่ การล้มของต้นไม้จากพายุฝน (3.52 คะแนน) และการหักล้ม/การตายของต้นไม้ใหญ่ (3.33 คะแนน) สำหรับผลกระทบด้านดินและน้ำ พบการชะล้างหน้าดินและน้ำขุ่นในระดับปานกลาง ส่วนผลกระทบทางจิตวิทยาพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ (ร้อยละ 68.89) แม้ว่าพื้นที่จะมีร่องรอยความเสียหายปรากฏชัดเจน </span></span><span style="font-size: 0.875rem;">โดยสรุปการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบนิเวศน้ำตกต่อภัยธรรมชาติ ตลอดจนช่องว่างด้านการรับรู้ของนักท่องเที่ยวนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายในการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เช่น การจำกัดการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม การจัดทำสื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับภัยธรรมชาติ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการทรัพยากร</span><span style="font-size: 0.875rem;">เชิงนิเวศที่ยั่งยืนในระยะยาว</span></p> 2025-11-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยทักษิณ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jtai/article/view/1227 การประเมินศักยภาพของไม้ยืนต้นริมคลองในการป้องกันตลิ่งพังทลาย: กรณีศึกษาเทศบาลตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2025-07-03T15:56:42+07:00 วัฒนา ณ นคร Surasak.c@rmutsv.ac.th สุรศักดิ์ ชูทอง Surasak.c@rmutsv.ac.th สุวรรณษา ชูเชิด Surasak.c@rmutsv.ac.th <p><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none"> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจชนิดพันธุ์และประเมินศักยภาพของไม้ยืนต้นริมคลอง</span> <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ปากแพรก ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช (2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อศักยภาพของ</span> <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ไม้ยืนต้นในการป้องกันตลิ่งพังทลาย และ (3) เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อศักยภาพของไม้ริมคลอง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลเชิงกายภาพของไม้ยืนต้นในพื้นที่สำรวจ 10 จุด ด้วยการสุ่มแบบเป็นระบบ และใช้สมการถ่วงน้ำหนักประเมินศักยภาพใน 3 ด้าน ได้แก่ (1) ศักยภาพด้านระบบราก (2) ความทนทานต่อน้ำหลากและการกัดเซาะ และ (3) คุณค่าด้านนิเวศและสังคมวัฒนธรรมพร้อมทั้งเก็บข้อมูลเชิงความคิดเห็นจากครัวเรือนริมคลองจำนวน 63 ครัวเรือน </span><span style="font-size: 0.875rem;">วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test ผลการศึกษาพบว่า ไม้ยืนต้นริมคลองปรากฏเพียง 6 จุดจากทั้งหมด 10 จุด โดยชนิดไม้ที่พบมาก ได้แก่ กระท้อนป่า ยางนา หูกวาง ตะแบก และตีนเป็ด ผลการประเมินศักยภาพโดยอยู่ในระดับปานกลาง (</span></span><span style="font-size: 0.875rem;">𝑥̄ </span><span style="font-size: 0.875rem;"><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">= 3.40) เช่น ไม้ยืนต้นริมคลองมีความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพในการป้องกันตลิ่งพังทลายโดยไม้ยืนต้นที่เหมาะสมเป็นไม้พื้นถิ่นที่มีระบบรากหลากหลายและ สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพพื้นที่ที่มีน้ำขัง เช่น ต้นสาย จิกนมยาน หว้า ตะแบก นอกจากนี้ ประชาชนมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของไม้ยืนต้นในเชิงนิเวศและสังคมวัฒนธรรม ปัจจัยด้านระบบรากและความทนทานต่อน้ำหลากและการกัดเซาะ</span></span><span style="font-size: 0.875rem;">ส่งผลต่อศักยภาพของไม้ยืนต้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">(p</span> </span>≤ <span style="font-size: 0.875rem;"> <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">0.01)</span> </span></p> <div data-subtree="aimfl"><!--Sv6Kpe[]--></div> 2025-11-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยทักษิณ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jtai/article/view/1229 การคัดเลือกดีเอ็นเอแอปตาเมอร์ที่จำเพาะต่อคาร์บาริลและไซเพอร์เมทริน เพื่อการตรวจสอบปริมาณด้วยเทคนิค Electrochemical aptasensor 2025-07-07T11:12:26+07:00 อัจฉราพรรณ ใจเจริญ adcharapun1826@gmail.com มัลลิกา ทองเขียว adcharapun1826@gmail.com อิทธิพล บ้งพรม adcharapun1826@gmail.com สุภาพร บ้งพรม adcharapun1826@gmail.com นาตยา จันทร์ส่อง adcharapun1826@gmail.com กฤตยา เพชรผึ้ง adcharapun1826@gmail.com ศิริวัลย์ สร้อยกล่อม adcharapun1826@gmail.com <p><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none"> การตรวจสอบสารตกค้างทางการเกษตรในผลผลิตเป็นขั้นตอนที่จำเป็นของกระบวนการผลิตอาหารปลอดภัย หากแต่การตรวจสอบมีความยุ่งยาก ใช้เวลานาน และมีต้นทุนสูง ดังนั้น งานวิจัยนี้</span> <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">จึงพัฒนาการตรวจสอบสารตกค้างทางการเกษตรอย่างง่ายและรวดเร็ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกดีเอ็นเอแอปตาเมอร์ที่จับกับคาร์บาริลและไซเพอร์เมทริน เพื่อนำไปพัฒนาเป็นชุดตรวจสอบด้วยเทคนิค Electrochemical aptasensor การวิจัยใช้สารมาตรฐานคาร์บาริลและไซเพอร์เมทรินเป็นแอปตาเจน</span> <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ในการคัดเลือกดีเอ็นเอแอปตาเมอร์ด้วยวิธี systematic evolution of ligands by exponential enrichment (SELEX) และวิธี indirect enzyme-linked aptamer assay (ELAA) พบว่า คัดเลือกดีเอ็นเอแอปตาเมอร์ที่จับกับคาร์บาริลและไซเพอร์เมทรินได้ จำนวน 13 และ 22 เส้น ตามลำดับ นำดีเอ็นเอแอปตาเมอร์ที่จับกับคาร์บาริล Car26 และไซเพอร์เมทริน Cyp126 ตรึงดีเอ็นเอแอปตาเมอร์ บนขั้วไฟฟ้าพิมพ์สกรีนอนุภาคทอง (Screen printed gold electrode; SPE gold) เพื่อพัฒนาเป็นชุดตรวจสอบคาร์บาริลและ</span> <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ไซเพอร์เมทรินในพืชผัก พบค่าขีดจำกัดต่ำสุดที่สามารถตรวจวัดได้ (limit of detection: LOD) ของ</span> <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ชุดตรวจสอบคาร์บาริลและไซเพอร์เมทริน มีค่าเท่ากับ 0.049 มิลลิกรัมต่อลิตรและ 0.044 มิลลิกรัม</span> <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ต่อลิตร ตามลำดับ การใช้ชุดตรวจสอบสารด้วย Electrochemical aptasensor มีต้นทุนที่ต่ำกว่าการ</span> <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ตรวจสอบด้วยวิธีทางเคมี สามารถอ่านผลเป็นตัวเลขได้ ทำให้ชุดตรวจสอบนี้มีความสะดวกและง่ายในการใช้งาน</span></p> 2025-11-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยทักษิณ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jtai/article/view/1252 การพัฒนากำลังคนเพื่อศักยภาพทรัพยากรการท่องเที่ยวสำหรับการพัฒนา และฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวอำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช 2025-08-14T09:48:36+07:00 สุรศักดิ์ ชูทอง jareporn.p@rmutsv.ac.th วัฒนา ณ นคร jareporn.p@rmutsv.ac.th สุวรรณษา ชูเชิด jareporn.p@rmutsv.ac.th จารีพร เพชรชิต jareporn.p@rmutsv.ac.th <p><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none"> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพทรัพยากรการท่องเที่ยว และพัฒนากำลังคนในการประเมินทรัพยากรการท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วม เพื่อออกแบบและพัฒนาเส้นทางและโปรแกรมสื่อความหมายการท่องเที่ยวที่สนับสนุนการฟื้นฟูและการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ ผสมผสานข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนจำนวน 250 คน อบรมเชิงปฏิบัติการ 5 ครั้ง ผลการศึกษาพบว่า แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น ศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย นบเขาเตริก จุดชมวิวสามตำบล และอื่นๆ ส่วนใหญ่มีศักยภาพอยู่ในระดับปานกลาง และสามารถพัฒนาให้มีความโดดเด่นได้ ทั้งในด้านคุณค่าและความดึงดูดใจ การบริหารจัดการ และโอกาสในการพัฒนา นอกจากนี้การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ</span><span style="font-size: 0.875rem;">เพื่อเสริมสร้างทักษะในการประเมินศักยภาพการเลือก <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ใช้พรรณไม้ การตกแต่งภูมิทัศน์ การพัฒนาเส้นทางสื่อความหมาย และการดูแลรักษาภูมิทัศน์ ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) ทั้งนี้ได้มีการจัดทำเส้นทางและโปรแกรมการท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วม 2 โปรแกรมหลัก โดยอิงตามพิกัดสถานที่จริง และคำนวณระยะเวลาเดินทางและเยี่ยมชมอย่างเหมาะสม การวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การพัฒนากำลังคนในท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และสามารถเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่น ๆ ในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></span></p> 2025-11-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยทักษิณ https://li02.tci-thaijo.org/index.php/jtai/article/view/1264 การประเมินผลผลิตและผลตอบแทนของการผลิตมันสำปะหลังภายใต้ระบบ การจัดการน้ำและปุ๋ยแบบแม่นยำ 2025-08-14T09:49:15+07:00 ฐิติพร มะชิโกวา machiko@sut.ac.th นิรุจน์ คำจุมพล machiko@sut.ac.th สุชานันท์ พุทธเจริญผล machiko@sut.ac.th ดวงกมล เดชดอน machiko@sut.ac.th พรอนันต์ เอี่ยมขจรชัย machiko@sut.ac.th สุดชล วุ้นประเสริฐ machiko@sut.ac.th <p><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none"> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลผลิต คุณภาพผลผลิต และผลตอบแทนของการผลิต</span> <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">มันสำปะหลังภายใต้ระบบการจัดการน้ำและปุ๋ยแบบแม่นยำ เปรียบเทียบกับระบบการจัดการน้ำและปุ๋ยตามวิธีปฏิบัติของเกษตรกร การทดสอบดำเนินการในแปลงเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมาจำนวน 10 แปลง โดยแต่ละแปลงมีพื้นที่ในช่วง 5–10 ไร่ และมีชนิดของดินแตกต่างกัน ได้แก่ ดินร่วนเหนียว ดินเหนียว ดินร่วนทราย ทุกแปลงปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 72 </span><span style="font-size: 0.875rem;">และให้น้ำแบบน้ำหยดตลอดระยะเวลาการปลูก <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ใช้ระบบการจัดการน้ำและปุ๋ย 2 วิธี ได้แก่ T1: ระบบการจัดการน้ำและปุ๋ยแบบแม่นยำ และ T2: ระบบการจัดการน้ำและปุ๋ยตามวิธีปฏิบัติของเกษตรกร เพื่อเปรียบเทียบการเจริญเติบโต ผลผลิต และคุณภาพผลผลิต รวมถึงผลตอบแทนจากการผลิตมันสำปะหลังจากทั้งสองระบบ</span></span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการศึกษาพบว่ามันสำปะหลัง <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ในระบบการจัดการน้ำและปุ๋ยแบบแม่นยำมีผลผลิตเฉลี่ย 6.91 ตันต่อไร่ และเปอร์เซ็นต์แป้ง 24.74 %</span> <span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ซึ่งสูงกว่าระบบการจัดการน้ำและปุ๋ยตามวิธีปฏิบัติของเกษตรกรที่มีผลผลิตเฉลี่ย 5.02 ตันต่อไร่ และเปอร์เซ็นต์แป้ง 23.17 % คิดเป็นผลผลิตและแป้งเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.37 และ 7.07 สำหรับผลการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนพบว่า ต้นทุนการผลิตของทั้ง 2 ระบบแตกต่างกันทางสถิติ (การจัดการแบบแม่นยำ</span></span><span style="font-size: 0.875rem;">มีต้นทุนการผลิต 11,211 บาทต่อไร่ และการจัดการตามวิธีเกษตรกรมีต้นทุนการผลิต 12,198 บาทต่อไร่) </span><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">แต่ระบบให้รายได้เฉลี่ย 15,915 บาทต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าวิธีปฏิบัติของเกษตรกรที่มีรายได้ 10,848 </span><span style="font-size: 0.875rem;">บาทต่อไร่ </span><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">นอกจากนี้ ผลตอบแทนเฉลี่ยของระบบการจัดการน้ำและปุ๋ยแบบแม่นยำ 4,704 บาท/ไร่ ขณะที่ระบบการจัดการน้ำและปุ๋ยตามวิธีปฏิบัติของเกษตรกรขาดทุน 1,350 บาทต่อไร่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ</span><span style="font-size: 0.875rem;">ระบบการจัดการน้ำและปุ๋ยแบบแม่นยำในการเพิ่มผลผลิต และคุณภาพผลผลิต ในการผลิตมัน<span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">สำปะหลัง</span></span></p> 2025-11-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยทักษิณ