การประเมินและเฝ้าระวังการดื้อของเชื้อมาลาเรียต่อยาต้านมาลาเรีย

Main Article Content

วรรณา ชัยเจริญกุล

บทคัดย่อ

ปัญหาเชื้อมาลาเรียฟัลซิพารัมดื้อต่อยาต้านมาลาเรียเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย การประเมินและเฝ้าระวังการดื้อยาของเชื้อเป็นแนวทางสำคัญในการควบคุมมาลาเรียในประเทศไทย การติดตามการรักษาโดยศึกษาการตอบสนองของผู้ป่วยเป็นนโยบายที่สำคัญในการประเมินการดื้อยาของเชื้อมาลาเรีย ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการติดตามความไวของเชื้อมาลาเรียในหลอดทดลอง ซึ่งมีหลายวิธีด้วยกัน การศึกษาความไวโดยใช้กล้องจุลทรรศน์นั้นมีความยุ่งยากหลายประการ เสียเวลาและต้องใช้แรงงานมากจึงไม่ค่อยเหมาะในการนำมาใช้ศึกษาติดตามเชื้อมาลาเรียดื้อยาจำนวนมากๆ ทำให้การพัฒนาวิธีการวัดความไวในรุ่นถัดมาจะมุ่งเน้นไปที่สะดวกรวดเร็วและลดแรงงานลง วิธีการศึกษาความไวโดยใช้สารรังสี เป็นวิธีที่เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับแต่การใช้สารรังสีก็เป็นอันตรายและยุ่งยากกว่าปกติ ทำให้ห้องปฏิบัติการทั่วๆ ไปไม่สามารถทำตามวิธีนี้ได้ ส่วนวิธีที่เริ่มพัฒนามาใหม่ในช่วงทศวรรษนี้ จะเน้นการใช้สารที่ปลอดภัยเช่นสาร monoclonal antibody ที่จำเพาะกับการวัดสาร HRP2 หรือการใช้สารเรืองแสงฟลูโอเรสเซ้นท์ เป็นต้น วิธีวัดความไวที่เพิ่งพัฒนาใหม่นี้ ยังจะต้องศึกษาเปรียบเทียบความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของผลการทดสอบ ซึ่งพบว่าระยะเวลาในการเพาะเชื้อและชนิดของยามีผลต่อค่าความไว ดังนั้นการเลือกวัดค่าความไวจะต้องระวังปัจจัยดังกล่าวด้วย ส่วนการติดตามเฝ้าระวังจีนดื้อยาก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน ซึ่งจากการศึกษาเชื้อมาลาเรียในพื้นที่ประเทศไทยและตามชายแดนของไทยนั้น พบแนวโน้มการดื้อต่อยาอาร์ติซูเนตและเมฟโฟลควิน โดยพบความเปลี่ยนแปลงของยีนที่สำคัญ คือ ยืน pfcrt, pfmdr1 และ pfatp6 โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนชุดของยีน pfmdr1 แต่ในบางการศึกษาไม่พบความสัมพันธ์กับยืนดังกล่าว ทำให้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะศึกษาการดื้อยาในระดับอณูพันธุกรรม

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ชัยเจริญกุล ว. (2026). การประเมินและเฝ้าระวังการดื้อของเชื้อมาลาเรียต่อยาต้านมาลาเรีย. วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง, 7(2), 47–60. สืบค้น จาก https://li02.tci-thaijo.org/index.php/VBDJ/article/view/1591
ประเภทบทความ
รายงานปริทัศน์