การกระจายตัวตามปัจจัยทางนิเวศวิทยาของริ้นฝอยทราย ที่จังหวัดนราธิวาส
Main Article Content
บทคัดย่อ
การศึกษาการกระจายตัวตามปัจจัยทางนิเวศวิทยาของริ้นฝอยทรายเป็น Operational researchดำเนินการในพื้นที่รัศมีประมาณ 5 กิโลเมตร ในอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดยกับดักแสงถูกนำมาใช้จับริ้นฝอยทรายในพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมทางกายภาพแตกต่างกัน 12 ลักษณะได้แก่ 1) คอกวัว 2) คอกแพะ 3) คอกเป็ด 4) คอกไก่ 5) คอกกระต่าย 6) สวนยาง 7) สวนผลไม้ 8) สวนปาล์ม 9) ป่าพรุ 10) ชายป่าเชิงเขาไม่ติดทะเล 11) ชายป่าเชิงเขาติดทะเล 12) ป่าที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 50 เมตร ในช่วงเวลา 18.00-06.00 น. ทุกประเภทพื้นที่อยู่ภายใต้สภาพอากาศใกล้เคียงกันคือ ช่วงค่าเฉลี่ยอุณหภูมิต่ำสุดและสูงสุดบริเวณจุดดักจับเท่ากับ 27.4 ± 0.32°C และ 30.38 ± 0.73°C และช่วงค่าเฉลี่ยร้อยละความชื้น ในอากาศต่ำสุดและสูงสุดเท่ากับร้อยละ 73 ± 1 และ 81.8 ± 0.89 จับริ้นฝอยทรายได้ทั้งหมด 349 ตัว โดยมีสัดส่วนของริ้นฝอยทรายชนิด Phlebotomus ร้อยละ 46.37 (5 species) และชนิด Sergentomyia ร้อยละ 53.63 (7 species) จากผลการศึกษาแสดงถึงความแตกต่างของชนิดและความหนาแน่นของริ้นฝอยทรายในแต่ละประเภทพื้นที่ที่มีปัจจัยร่วมทางกายภายของสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน พื้นที่ที่ทำปศุสัตว์พบจำนวนชนิดและความหนาแน่นของริ้นฝอยทรายมากที่สุด รองลงมาเป็นพื้นที่ป่าและป่าพรุ และพื้นที่งานเกษตรกรรม การพบ Phlebotomus argentipes ในเกือบทุกประเภทของพื้นที่ศึกษาและสัดส่วนมากที่สุดถึงร้อยละ 53.34 แต่ความหนาแน่นแตกต่างกันตามประเภทพื้นที่ พบหนาแน่นสูงสุดในคอกเลี้ยงวัว เป็นที่รู้ว่าริ้นฝอยทรายชนิด P.argentipes เป็นพาหะนำโรคลิชมาเนียจากเชื้อชนิด L.donovani ที่ก่อให้เกิดอาการของ Visceral leishmaniasis ในประเทศอินเดียและเป็นพาหะ Cutaneous leishmaniasis ในประเทศศรีลังกา จึงมีความเป็นไปได้ที่ Pargentipes อาจเป็นพาหะนำโรคลิชมาเนียในประเทศไทย สมควรต้องเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรค และจำเป็นต้องมีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ชีวนิสัย แหล่งเพาะพันธุ์ ที่เกาะพัก นิเวศวิทยาของตัวอ่อน(Ecology of immature stages) ของแมลงพาหะ สำหรับใช้พัฒนามาตรการการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคลิชมาเนียทั้งในพื้นที่ปศุสัตว์ พื้นที่เกษตรกรรมและป่า
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ข้อคิดเห็นและเนื้อหาที่ปรากฏในบทความเป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้แต่งแต่ละท่าน มิได้สะท้อนถึงทัศนะของวารสารหรือหน่วยงาน/สถาบันต้นสังกัด ความถูกต้องและข้อผิดพลาดใด ๆ เป็นความรับผิดชอบของผู้แต่งโดยเฉพาะ
การนำบทความ เนื้อหา ข้อมูล หรือภาพประกอบไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ในลักษณะอื่น ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก กองโรคติดต่อนำโดยแมลง ก่อนเท่านั้น