การหาและเฝ้าระวังความไวของยาคลอโรควินในการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ที่ไม่มีอาการรุนแรง ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน

Main Article Content

สวาท ชลพล
คนึงนิจ คงพ่วง
สุภาพ ฉัตรชาตรีชาญ

บทคัดย่อ

หลักการเหตุผลและวัตถุประสงค์: ประเทศไทยได้กำหนดแนวทางการรักษาเชื้อมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ด้วยยาคลอโรควิน Chloroquine (CQ) และไพรมาควิน ต่อเนื่อง 14 วัน ประเด็นเชื้อไวแวกซ์ดื้อยาคลอโรควิน (การตรวจพบเชื้อซ้ำหลังการรักษาครบกำหนด) เป็นความท้าทายที่จะต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพของยา จึงกำหนดวัตถุประสงค์ของการศึกษาคือต้องการศึกษาว่าเชื้อมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ตอบสนองต่อยา CQ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างไร โดยศึกษาประสิทธิภาพยาต่อเชื้อในคน ตั้งแต่ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2552 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 ใน 2 พื้นที่ของจังหวัด คือ อำเภอสบเมย และอำเภอเมือง วิธีการคือติดตามเจาะหาเชื้อมาลาเรียและสอบถามอาการของผู้ป่วยแต่ละราย วัดระดับยาในเลือดผู้ป่วยด้วยวิธีใช้ HPLC วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมการวิเคราะห์การทดสอบเชื้อในคนขององค์การอนามัยโลก ผู้ป่วยที่ศึกษามีจำนวน 56 คน และตัดออกจากการศึกษา 7 คนเนื่องจากติดตามตัวไม่ได้ จึงมีจำนวน 49 คนที่สามารถติดตามและศึกษาต่อเนื่องจนครบ 28 วัน ผลการศึกษาพบว่า ทั้ง 49 รายมีการรักษาหายซาด (ACPR) 100 % แม้ว่าประสิทธิภาพการเฝ้าระวังเชื้อมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ต่อยาคลอโรควินในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการแทรกซ้อนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นจังหวัดด้านชายแดนพม่าภาคเหนือด้านตะวันตก จะมีประสิทธิภาพ 100 % ก็ตาม แต่มีรายงานพบเชื้อมาลาเรียไวแวกซ์ดื้อยาในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดอยู่ในภาคตะวันตกติดชายแดนพม่า และปัจจุบันประเทศไทยยังคงใช้คลอโรควินเป็นยาอันดับแรกในการรักษาเชื้อมาลาเรียไวแวกซ์ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเฝ้าระวังเชื้อมาลาเรียดื้อยาในพื้นที่นี้ รวมทั้งในพื้นที่อื่นของประเทศโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการระบาดของมาลาเรียหรือพื้นที่ที่มีการเดินทางข้ามไปมาระหว่างประเทศ

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ชลพล ส., คงพ่วง ค., & ฉัตรชาตรีชาญ ส. (2026). การหาและเฝ้าระวังความไวของยาคลอโรควินในการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ที่ไม่มีอาการรุนแรง ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน. วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง, 11(1), 21–30. สืบค้น จาก https://li02.tci-thaijo.org/index.php/VBDJ/article/view/1633
ประเภทบทความ
นิพนธ์ต้นฉบับ