การศึกษารูปแบบการนิเทศการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับครูผู้สอนระดับปฐมวัย ในโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยภูมิ

Main Article Content

Witawit Prasansaktavee

บทคัดย่อ

        การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาคู่มือปฏิบัติการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับครูผู้สอนระดับปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาครูผู้สอนระดับปฐมวัยด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้รูปแบบการศึกษาด้วยตนเองร่วมกับการนิเทศแบบให้คำชี้แนะ(Coaching and Mentoring) 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูผู้สอนระดับปฐมวัยที่มีต่อการใช้คู่มือปฏิบัติการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับครูผู้สอนระดับปฐมวัย โดยใช้รูปแบบการศึกษาด้วยตนเองร่วมกับการนิเทศแบบให้คำชี้แนะ(Coaching and Mentoring) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนระดับปฐมวัยในโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยภูมิ ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากครูผู้สอนระดับปฐมวัยในโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษาที่สมัครเข้าร่วมโครงการพัฒนาครูผู้สอนระดับปฐมวัย จำนวน 36 คน การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ใช้หลักการวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) ซึ่งเป็นกระบวนการวิจัยที่มีกระบวนการทำงานเป็นวงจรแบบขดลวด ตามแนวคิดที่เสนอโดย Kemmis ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผนหลังจากที่วิเคราะห์และกำหนดประเด็นปัญหาที่ต้องการแก้ไข (Planning) การปฏิบัติการตามแผนที่กำหนด (Action) การสังเกตผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ (Observation)  การสะท้อนผลหลังจากการปฏิบัติงาน  และการปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงานต่อไป (Reflection) วงรอบการวิจัยปฏิบัติการนี้เรียกย่อ ๆ ว่า PAOR นำมาเป็นขั้นตอนของการวิจัย โดยดำเนินการเป็น 2 วงรอบ โดยใช้รูปแบบการพัฒนา คือ การศึกษาด้วยตนเอง ร่วมกับการนิเทศแบบให้คำชี้แนะ(Coaching and Mentoring) โดยดำเนินการพัฒนาต่อเนื่องตลอด  ปีการศึกษา 2564  ผลการวิจัยพบว่า


  1. ผลการหาประสิทธิภาพของคู่มือปฏิบัติการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับครูผู้สอนระดับปฐมวัย พบว่า คู่มือปฏิบัติการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับครูผู้สอนระดับปฐมวัย มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.63/85.64 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 

  2. ผลการพัฒนาครูผู้สอนระดับปฐมวัยด้านปฏิบัติการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้รูปแบบการศึกษาด้วยตนเองและการนิเทศแบบให้คำชี้แนะ(Coaching and Mentoring) พบว่า ผลการทดสอบความรู้ความเข้าใจของครูผู้สอนระดับปฐมวัยเรื่องปฏิบัติการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กปฐมวัยและการนิเทศแบบให้คำชี้แนะ(Coaching and Mentoring) พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กปฐมวัยหลังพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

  3. ผลการประเมินแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กปฐมวัยของครูผู้สอนระดับปฐมวัย ในวงรอบที่ 1 พบว่า 3.1) ผลการประเมินแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กปฐมวัยของครูผู้สอนระดับปฐมวัยในวงรอบที่ 1 พบว่า ความสามารถในการเขียนแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กปฐมวัยของครูผู้สอนระดับปฐมวัย ในวงรอบที่ 1 ส่วนใหญ่มีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับดี คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 75.00  3.2) ผลการประเมินแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กปฐมวัยของครูผู้สอนระดับปฐมวัย ในวงรอบที่ 2 พบว่า ความสามารถในการเขียนแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กปฐมวัยของครูผู้สอนระดับปฐมวัย ซึ่งประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญในวงรอบที่ 2  ส่วนใหญ่มีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 83.33

  4. ผลการศึกษาความพึงพอใจของครูผู้สอนระดับปฐมวัยที่มีต่อการนิเทศการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กปฐมวัยพบว่า ครูผู้สอนระดับปฐมวัยมีความพึงพอใจต่อการนิเทศการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน โดยรวมในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ การนิเทศแบบให้คำชี้แนะช่วยให้มีความมั่นใจในการจัดทำแผนการจัดประสบการณ์เพิ่มมากยิ่งขึ้น มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ การศึกษาด้วยตนเองทำให้ผู้ศึกษาเกิดความรู้สึกมีอิสระอย่างเต็มที่ในการเรียนด้วยตนเอง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก

Article Details

How to Cite
Prasansaktavee, W. (2023). การศึกษารูปแบบการนิเทศการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับครูผู้สอนระดับปฐมวัย ในโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยภูมิ. วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์และนวัตกรรม, 2(1), 10–20. สืบค้น จาก https://li02.tci-thaijo.org/index.php/JHET/article/view/458
บท
บทความวิชาการ

References

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุม

สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.

นันธิชา ทาภักดี. (2558). รายงานการพัฒนาจัดประสบการณ์เสริมทักษะทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

ปริญญา ครุศาสตร์มหาบัณฑิต (หลักสูตรและการสอน) มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.

วิลา มณีอินทร์. (2556). การศึกษาและรายงานเรื่อง ผลการพัฒนาทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้น

พื้นฐานของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ กับแบบสืบเสาะหาความรู้.

บัณฑิตวิทยาลัย สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2563). รายงายผลการติดตามการดำเนินงานตามมาตรฐานสถาน

พัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2563. กรุงเทพฯ : บริษัทพริกหวาน

กราฟฟิค จำกัด.

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2552). การสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ :

สาระเด็ก.

สุจิราภรณ์ ม่วงเงิน. (2561). การศึกษาการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบโครงการที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการ

ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย. สาขาวิชาหลักสูตรและการสอนมหาวิทยาลัยนเรศวร 2561

สุวิมล ว่องวาณิช. (2548). การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (พิมพ์ครั้งที่ 8). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย.

เอราวรรณ ศรีจักร. (2550). การพัฒนาทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรม

การเรียนรู้ประกอบชุดแบบฝึกทักษะ, ปริญญานิพนธ์ กศ.ม(การศึกษาปฐมวัย), กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.